ตอบ : หลักการคล้ายๆ กัน ปุ๋ยสูตรกลาง-ท้ายสูง เช่น 0-52-34 (monopotassium phosphate; MKP, สูตรเคมี KH2PO4) จะกระตุ้นการสะสมน้ำตาลของพืช (เคลื่อนย้ายน้ำตาลจากใบแก่ โดยปุ๋ยตัวท้าย [ธาตุโพแทสเซียม, K]) และไม่มีไนโตรเจน (N) จึงลดการเกิดตาใบ ตาแขนง เมื่อต้นพร้อมก็พัฒนาตาดอกได้
ปุ๋ยสูตร 13-0-46 มีไนโตรเจน (N) ที่อยู่ในรูปไนเตรท (nitrate, สูตรเคมี NO3-) ซึ่งไนเตรทมีคุณสมบัติเป็นสารกระตุ้นชีวภาพหรือกระตุ้นการเจริญ
การพ่นปุ๋ย 13-0-46 ไปบริเวณที่จะเกิดตาดอก จึงเป็นการกระตุ้นให้เนื้อเยื่อเจริญพัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อตาดอกหรือตาใบ เมื่อปุ๋ย 13-0-46 มีโพแทสเซียมสูง และต้นสะสมอาหารมาอย่างเพียงพอก็จะพัฒนาเป็นตาดอกมากกว่าตาใบ
เห็นไหมว่า มีความคล้ายหรือต่อเนื่องกัน แต่บริบทไม่เหมือนกัน
*ในทางวิชาการ “สารกระตุ้นชีวภาพ; ไบโอสติมิว (biostimulants)” ถูกใช้ครั้งแรกในการประชุมนานาชาติที่ประเทศฝรั่งเศส เมืองสตราสบูร์ก ในเดือนพ.ย. 2555 ในการประชุมสหภาพแห่งโลกว่าด้วยการใช้สารเร่งเชิงชีวภาพในการเกษตร ครั้งที่ 1 (First World Congress of the Use of Biostimulants in Agriculture))
ตอบ : การสะสมอาหารมักกล่าวถึงเรื่อง“สัดส่วนระหว่างซี ต่อ เอ็น (C:N ratio)” โดยซี (C) ต้องมากกว่าเอ็น (N) จึงจะส่งผลต่อการเกิดตาดอก (ตามที่ทราบกันทั่วไป) ซึ่งขอขยายความดังนี้
“ซี” คือ คาร์บอน (Carbon; C) ซึ่งในความหมายของสัดส่วนซี (C) จะกล่าวถึง“สารประกอบคาร์บอน (Carbon compound)”
สารประกอบคาร์บอน คือ สารใด ๆ หรือธาตุใด ๆ ที่รวมตัวกันเป็นสารชนิดหนึ่ง ๆ (โมเลกุล) แล้วมีธาตุคาร์บอน (ซี; C) เป็นองค์ประกอบหลัก โดยทั่วไปในการสะสมอาหารจึงมักกล่าวถึง“การสะสมคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล” น้ำตาลหลาย ๆ โมเลกุลมาเชื่อมต่อกันเป็นคาร์โบไฮเดรตและแป้ง และน้ำตาลที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดได้มาจากการสังเคราะห์แสงของพืช คือ น้ำตาลกลูโคส หรือในอีกชื่อคือ เด็กซ์โตรสโมโนไฮเดรต พืชสะสมน้ำตาลในรูปของแป้งหรือเซลลูโลส และน้ำตาลคือแหล่งพลังงานที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
สารประกอบคาร์บอนอื่น ๆ เช่น กรดไขมัน และกรดอะมิโน-โปรตีน และสารประกอบอินทรีย์อื่น ๆ สำหรับการสะสมอาหารของพืชเพื่อสร้างตาดอก มักกล่าวถึงเพียงคาร์โบไฮเดรตและหลงลืมตัวอื่น
“เอ็น” คือ ไนโตรเจน (Nitrogen; N) สำหรับการสะสมอาหารโดยทั่วไปจะกล่าวถึงการลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนหรืองดหว่านปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง แต่หากพิจารณาหลักการทางสรีระของพืชโดยเฉพาะเรื่องการใช้สารอาหารและปุ๋ยเพื่อการเจริญพัฒนาของไม้ยืนต้นและไม้ผลของ Legaz และคณะ (ค.ศ. 1982) และ Dasberg (ค.ศ. 1983 และ 1987) จะพบว่า การหว่านปุ๋ยไนโตรเจนให้แก่พืช จะมีไนโตรเจนเพียง 20% เท่านั้น ที่พืชนำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตและส่วนใหญ่นำไปใช้เพื่อการสร้างตาใบและตาดอก ที่เหลือจะนำปุ๋ยและสารอาหารที่สะสมไว้ในต้นมาใช้ ส่วนปุ๋ยที่หว่านให้พืชอีก 80% จะถูกนำไปเก็บสะสมในลำต้นและกิ่งขนาดใหญ่“พืชเปลี่ยนไนโตรเจนเป็นกรดอะมิโนและโปรตีน และยามขาดแคลนไนโตรเจน พืชจะสลายกรดอะมิโนเพื่อให้ได้ไนโตรเจน”
เมื่อไนโตรเจนเข้าสู่รากพืช พืชจะเปลี่ยนไนโตรเจนเป็นกรดอะมิโน (สังเคราะห์กรดอะมิโน) ได้ทั้งที่รากและที่ใบ ซึ่งกรดอะมิโนจัดว่าเป็นแหล่งไนโตรเจนสำรองของพืช แต่ในภาวะปกติไม่ถือว่าเป็นไนโตรเจน แต่จะเป็นกรดอะมิโน-โปรตีน เรียกในภาพรวมใหญ่ ๆ ว่า สารประกอบคาร์บอน (C-compounds) เนื่องจากองค์ประกอบของกรดอะมิโนส่วนใหญ่เป็นธาตุคาร์บอน ดังสูตรโครงสร้างเคมีของกรดอะมิโนอย่างง่าย คือ NH2-CHR-COOH โดย R จะเป็นแขนงที่เป็นธาตุใด ๆ ก็ได้ รวมถึง C และทำให้เกิดกรดอะมิโนชนิดต่าง ๆ การเปลี่ยนไนโตรเจนเป็นกรดอะมิโนจะมีเอนไซม์เป็นตัวสังเคราะห์ และเอนไซม์มีธาตุโพแทสเซียมเป็นตัวปลุกฤทธิ์หรือกระตุ้นการทำงาน และโพแทสเซียม (K) แม้ไม่ได้เป็นองค์ประกอบใด ๆ ในพืช (เลย) แต่มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการมากมายในพืช เช่น
1. ควบคุมการเปิด-ปิดปากใบ จึงมีผลต่อการสังเคราะห์แสง เพื่อให้ได้น้ำตาล
2. ควบคุมแรงดันภายในเซลล์ ส่งผลต่อการขยายขนาดทั้งขนาดใบ กิ่ง ก้าน ดอก และผล โดยมีน้ำเป็นตัวทำให้เกิดการขยายขนาดเซลล์
3. ควบคุมศักย์ออสโมซีส จึงสำคัญต่อการเข้าออกของสารต่าง ๆ ของเซลล์
4. ควบคุมและเป็นตัวทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายน้ำตาลจากใบที่สังเคราะห์แสงไปยังส่วนต่างๆ รวมถึงการสะสมอาหาร
5. ควบคุมความเป็นกรด-ด่างภายในเซลล์
6. กระตุ้นการทำงานต่าง ๆ ภายในระดับเซลล์ ผ่านการเป็นตัวกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์
7. เป็นตัวส่งสัญญาณบางประการในพืช เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม โรค แมลง
8. พืชที่มีโพแทสเซียมเพียงพอ จะทำให้ทนทานต่อโรคมากกว่าพืชที่ขาดโพแทสเซียม หรือพืชที่ได้รับไนโตรเจนมากเกินไป
9. ความแข็งแรงของเปลือก ลำต้น กิ่ง เป็นผลมาจากการเคลื่อนย้ายน้ำตาล และสารอาหารอื่น ๆ เช่น กรดอะมิโน
ต้องอย่าลืมว่าปุ๋ยที่พืชดูดใช้ผ่านรากส่วนใหญ่ (คิดว่ามากกว่า 80-90%) จะถูกลำเลียงไปยังใบแก่มากกว่าส่วนอื่น โดยเฉพาะใบแก่ที่ได้รับแสงอย่างเพียงพอ เพราะการลำเลียงปุ๋ยจากรากจะไปพร้อมกับน้ำภายในท่อลำเลียงน้ำ และน้ำในท่อนี้จะลำเลียงได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอัตราการคายน้ำ การคายน้ำเป็นกระบวนการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์แสง
ดังนั้น การใช้ปุ๋ยตามความคิดที่ว่า ต้องการสร้างใบ เร่งยอด หรือทำชุดใบใหม่ ต้องใช้ปุ๋ยตัวหน้าสูง ๆ จึงเป็นวิธีการที่ทำให้พืชได้รับธาตุใดธาตุหนึ่งแบบมากเกินพอดีหรือบางธาตุก็น้อยไป
กรณีใช้ไนโตรเจนมาก ๆ เช่น หว่านปุ๋ยสูตร 46-0-0, 25-7-7, 12-3-3 จึงทำให้พืชอ่อนแอ และเป็นโรคง่าย
ตอบ : การใช้ปุ๋ยให้ตรงจังหวะ โดยส่วนตัวผมจะหมายถึง การใช้ปุ๋ยเพื่อปรับพฤติกรรมของพืชบางประการเท่านั้น เช่น ช่วงต้องการสร้างหรือเตรียมต้นก่อนทำดอก จะใช้ปุ๋ยสูตร 8-24-24 (สูตรมหาชน แต่ส่วนตัวไม่แนะนำ), 14-7-35, 10-10-30 หรือ 14-10-30
ช่วงก่อนเก็บเกี่ยวก็เช่นกัน จะใช้ปุ๋ยสูตร 15-5-25, 15-5-35, 14-7-35 ประมาณนี้
ตอบ : แบ่งจังหวะง่ายมาก
ในพืชไม้ผลลุกให้ผล เช่น พริก มะเขือ พืชตระกูลแตง ระยะปลูกใหม่ ๆ ก่อนออกดอก หรือไม้ผลปลูกใหม่ และไม้ผลที่ให้ผลหลายรุ่นต่อปี จะใช้ปุ๋ยสัดส่วน N-P-K หน้า-ท้าย เสมอกัน หรือโยกหน้านิดหน่อย เช่น ปุ๋ยสัดส่วน 4-1-3, 3-1-3 ตัวอย่างสูตรปุ๋ย คือ 21-7-18, 20-8-20, 21-3-21, 22-4-22 หรือ 19-9-19
แต่ถ้าเราหันมาใช้การเร่งการเจริญเติบโตของใบยอด กิ่งก้านและลำต้น ด้วยการพ่นทางใบ เช่น กระตุ้นการแตกยอดอ่อนด้วยสาหร่ายทะเล ผสม ปุ๋ยเกล็ดทางใบ 15-0-0 การใช้ปุ๋ยทางดินก็อาจใช้ปุ๋ยสูตรโยกหลังนิดหน่อยได้ เช่น ปุ๋ยสัดส่วน 3-1-4 ตัวอย่างสูตรปุ๋ย คือ 15-5-20
พอพืชตั้งตัวได้ หรือในไม้ผลที่ทำชุดใบ ก็จะเป็นเป็นปุ๋ยสัดส่วน N-P-K โยกท้าย เช่น สัดส่วน 3-1-4, 3-1-5 ตัวอย่างสูตรปุ๋ย คือ 15-5-20 และ 15-5-25
ส่วนการใส่ปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของพืช จะพิจารณาจากปริมาณปุ๋ยที่พบในเนื้อเยื่อพืช หรือปุ๋ยที่พบในพืช โดยจะมีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์หรือความเข้มข้นต่อเนื้อเยื่อพืช 1 กก. เช่น เราพบว่าในกลุ่มไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักให้ผล จะมีปริมาณปุ๋ยคราว ๆ ในพืชคล้าย ๆ กัน แต่เมื่อคำนวณออกมาเป็นสัดส่วน N-P-K (ไนโตรเจนต่อฟอสฟอรัสต่อโพแทสเซียม) จะเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันเล็กน้อยในบางพืชและบางระยะการเจริญเติบโต ดังนี้
ระยะเจริญเติบโตทั่วไป มักพบปุ๋ย N, P และ K โดยประมาณ คือ
เมื่อนำตัวเลขมาเทียบเป็นสัดส่วน จะได้ประมาณ 20-1-18 ถึง 20-1-22
แต่ในความเป็นจริงจะหาสูตรปุ๋ยที่มี P ต่ำระดับนี้ยาก ดังนั้น ถ้าเป็นปุ๋ยระบบน้ำที่ใช้แม่ปุ๋ยมาผสมเองจะทำได้ แต่ถ้าเป็นปุ๋ยแบบหว่านทั่วไป ก็จะไปตรงกับปุ๋ยสัดส่วน 3-1-4, 3-1-5, 3-1-3, 4-1-3 และเมื่อดูสูตรปุ๋ยก็จะได้สูตร 15-5-20, 15-5-25, 20-8-20, 21-7-18 ประมาณนี้
ทีนี้ การเจริญของพืชก็จะสัมพันธ์กับสัดส่วนปุ๋ยที่พบในพืช หมายความว่าต่อให้เราพบว่าบางช่วงมีฟอสฟอรัส (P) ในพืชสูงมากกว่า 0.25-0.45% แต่ไนโตรเจน (N) และโพแทสเซียม (K) ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น จึงเป็นที่มาว่า เมื่อพืชต้นเล็ก ๆ หรือมีทรงพุ่มใบเล็ก ๆ ก็ใส่ปุ๋ยตามสัดส่วนที่พบในพืชในอัตราที่น้อยหน่อย เมื่อโตขึ้นก็ใช้ตามสัดส่วนในปริมาณที่เพิ่มขึ้น หรือเมื่อมีดอกมีผล ก็เพิ่มปริมาณปุ๋ยขึ้นไป แต่ยังคงสัดส่วนของปุ๋ยตามเดิม
ตอบ : แบบนี้เลย สัดส่วนไม่เปลี่ยนแปลง ยกเว้นช่วงก่อนเก็บเกี่ยว แต่สูตรปุ๋ยหรือสัดส่วนแบบนี้ ก็จะมีลักษณะของเนื้อดินและฝนให้พิจารณาประกอบ
ตอบ : ถูกต้องนะคร้าบบบบบ
แต่พอไปดูปุ๋ยระบบน้ำ จะมี 2 สูตร คือ ปุ๋ยสูตรโยกหน้า กับปุ๋ยสูตรโยกหลัง แค่เพิ่มปริมาณปุ๋ยตามการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของพืช เช่น ที่ประเทศอิสราเอล
ส่วนตัวตอนไปทำงานที่อิสราเอล ยังไม่เคยเห็นคำแนะนำใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสสูง หรือตอนนักวิชาการของอิสราเอลมาสอนผม สมัยผมดูแลและปลูกพืชในโรงเรือน ก็ไม่เคยสอนผมเรื่องก่อนพืชมีดอกต้องใส่ฟอสฟอรัส (P) สูง ๆ นะ
คือ ตอนนี้คอนเทนต์ ปุ๋ยสูตร 8-24-24 หรือสูตรใกล้เคียงกันแบบนี้ ลามปามไปถึงพืชล้มลุก อย่างมะเขือเทศ พริก มะเขือ พืชตระกูลแตง มะละกอ แล้วนะ..
*คำว่าปุ๋ยสูตรโยกหน้า หรือปุ๋ยโยกท้าย หมายถึง สูตรปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสต่ำ แต่มีไนโตรเจนและโพแทสเซียมสูง
ตอบ : ไม่ได้ดิ.! สมมุติเอาแบบช่วงระยะใกล้ ๆ กันของไม้ผลเลย เช่น
ระยะแตกใบอ่อน จนถึง ใบเพสลาด ถ้าในสภาพปกติ แดดดี ความชื้นเหมาะสม อายุพัฒนาใบจะราวๆ 45 วัน
ในระยะ 45 วัน ถ้าตอนแตกใบอ่อน สาดปุ๋ยสูตร 46-0-0 พอใบคลี่กาง สาดปุ๋ยสูตร 15-15-15 พอใบเข้าใบเพสลาด สาดปุ๋ยสูตร 0-0-60 หรือ 14-7-35
คำถาม.? ตอนใบเริ่มคลี่ หรือก่อนใบคลี่ พืชก็จะใช้ปุ๋ยสัดส่วน 3-1-4 แต่.!! จะได้แค่ปุ๋ยตัวหน้า (ปุ๋ย 46-0-0)
ซึ่งการใส่แบบนี้ เราจะสังเกตุเห็นได้ว่า ใบจะบาง ใบยาว และไม่แข็งแรง เพราะทุกระยะที่พัฒนาในทุก ๆ วัน พืชต้องการสัดส่วน N-P-K และธาตุตัวอื่น ๆ ในสัดส่วนเดิม
ถ้าเป็นลูกค้าผมปัจจุบัน รู้จักปุ๋ยอยู่ 3 สูตร
1. ปุ๋ยสูตร 15-5-20
2. ปุ๋ยสูตร 15-5-25
3. ปุ๋ยสูตร 14-7-35
โดย 2 สูตรแรก ใช้เป็นประจำตั้งแต่ฟื้นต้นยันพัฒนาผล
สูตรที่ 3 ใช้แทน 8-24-24 และใช้ช่วงผลใกล้เก็บเกี่ยว หรือช่วงขยายขนาดผลแต่ฝนตกชุก
แต่ระยะฟื้นต้น อาจมีพลิกแพลงบ้างเล็กน้อย เช่น ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมี สำหรับคนที่ไม่อยากนำปุ๋ยเคมีมาผสมกับปุ๋ยอินทรีย์เอง หรือหว่านปุ๋ยเคมีพร้อมปุ๋ยอินทรีย์
ดังนั้น จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสูตร 9-3-5, 10-3-10 เป็นต้น แต่ถ้าใครสะดวกซื้อแยกแล้วหว่านพร้อมกัน (ต้นทุนถูกกว่า) ก็จะใช้ 20-8-20, 21-7-18, 22-3-22 กับปุ๋ยอินทรีย์
ตอบ : ปริมาณการใส่ปุ๋ย ถ้าเป็นไม้ผลก็ดูตามขนาดทรงพุ่ม
ถ้าเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร ใส่ปุ๋ยเคมี 1 ขีดต่อต้นต่อเดือน สำหรับปุ๋ยเคมีที่มีเนื้อปุ๋ยรวมกันตั้งแต่ 35% ขึ้นไป เช่น ปุ๋ยเคมีสูตร 15-5-20 มีเนื้อปุ๋ยรวมกันเท่ากับ 40% หรือปุ๋ยเคมีสูตร 20-8-20 มีเนื้อปุ๋ยรวมกันเท่ากับ 48%
ถ้าเป็นปุ๋ยที่มีเนื้อปุ๋ยรวมกันน้อยกว่า 25-30% ลงมา ก็ต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ย เช่น ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสูตร 10-3-10 มีเนื้อปุ๋ยรวมกัน เท่ากับ 23% ก็ต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ยที่ใส่ขึ้นเป็น 2 ขีดต่อเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร หรือปุ๋ยอินทรีย์เคมีสูตร 9-3-5 มีเนื้อปุ๋ยรวมกัน 17% ก็ต้องเพิ่มปริมาณการใส่ปุ๋ยเช่นกัน
สำหรับช่วงติดดอกและผล ก็เพิ่มปริมาณปุ๋ยขึ้น ทีละ 10-25% ตามการเจริญเติบโตของดอกและผล ถ้าจะให้ดี ควรแบ่งใส่ปุ๋ย 2-4 ครั้งต่อเดือน จากปริมาณปุ๋ยที่ต้องใส่ต่อเดือน ตัวอย่างเช่น ต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม เท่ากับ 8 เมตร จะต้องใส่ปุ๋ยราว ๆ 8 ขีดต่อต้นต่อเดือน แบ่งใส่ 2 ครั้ง แต่ละครั้งใส่ปุ๋ยราว 4 ขีด
ตอบ : Yes.. แต่อย่าลืมธาตุอื่น ๆ นอกเหนือจาก N, P และ K เช่น ธาตุแคลเซียมและจุลธาตุ
ตอบ : แหล่งธาตุรอง ก็ โดโลไมท์ ยิปซั่ม, จุลธาตุก็อินทรีย์วัตถุ หรือแร่จากเหมืองภูเขาไฟ ในปุ๋ยปรับสภาพบางยี่ห้อ เช่นกรีนลีฟMIC มีทั้งโดโลไมท์และแร่ภูเขาไฟ
จุลธาตุ ควรพ่นเสริมทางใบจะดีมาก ๆ ปกติผมให้ลูกค้าพ่นทุกรอบ ถ้าช่วงแรก ๆ ที่ดินยังขาดอินทรีย์วัตถุและใช้ปุ๋ยสูตร P สูงมาตลอด เช่น 15-15-15, 16-16-16, 13-13-21, 12-12-17, 8-24-24 การพ่นจุลธาตุจะใช้อัตราสูงหน่อย เช่น พ่นธาตุรวม อัตรา 200 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร เมื่อพ่นประจำแล้ว หลัง ๆ จะลดอัตราธาตุรวมลง เหลือ 100 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ร่วมกับลดการใช้ปุ๋ยสูตร P สูง
เหตุที่ยังต้องพ่นจุลธาตุทางใบเสริม เพราะถึงในดินจะมีจุลธาตุแล้ว แต่การเคลื่อนย้ายในต้นยังถูกจำกัด ถ้ามองว่าจะทำคุณภาพหรือเพิ่มผลผลิต ก็ต้องเสริมด้วยการพ่นทางใบ
ตอบ : ครบเรื่องการใช้ปุ๋ยแล้วนะเนี่ย อ้อ.. ปกติพวกยิปซั่ม/โดโลไมท์ อัตราและวิธีการใส่ ผมใช้ตามปุ๋ยเคมี และสาดดดดดดดพร้อมกัน
ตอบ : เคยบอกด้วยเหรอว่าห้ามผสมกัน.!!
ตอบ : ไปดูเฟสบุ๊คอื่นมาเปล่า อยู่หลายกลุ่ม ตามหลายเฟส งงละสิ… จำไม่ได้ว่าใครบอกห้ามผสมกันหรือหว่านพร้อมกัน
ตอบ : คือ ตราบใดที่ไม่ใส่แบบกองไว้ตรงจุดใดจุดหนึ่งไม่มีปัญหาหรอก.. มันไม่เข้มข้น
เหมือนปุ๋ยน้ำไฮโดรโพนิกส์ มีครบทุกธาตุอยู่รวมกัน แต่อยู่ในลักษณะเจือจาง และก่อนจะผสมใช้ปุ๋ยน้ำไฮโดรฯ จะแยกเป็นปุ๋ย A และ B เพราะเข้มข้น
อีกอย่าง ยังไง ๆ พวกยิปซั่มหรือโดโลไมท์ ก็ละลายแตกตัวได้ธาตุช้ากว่าปุ๋ยเคมีอยู่แล้ว.. ใส่ก่อน-ใส่หลัง ยังไงก็ต้องเจอกันอยู่ดี อย่างที่คำโบราณท่านว่า“เนื้อคู่กันแล้ว คงไม่แคล้วกัน”
อย่างมากตอนจับใบแดงและเข้ากรมกอง เมียก็ได้ผัวใหม่ หรือไม่ ตอนออกจากกรม ก็เจอเมียท้องสัก 7-8 เดือน..
Mardubai by James Thirasak
มือถือ. 082-353-5156
อีเมล. thirasak.chuchoet@gmail.com
ร้านหัวถนนการเกษตร-289
เลขที่ 52/4 ถ.นครศรีฯ-ปากพนัง ต.ในเมือง
อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
80000