Logo

ปัญหาดินเค็มและน้ำเค็มทางการเกษตร

Thirasak Chuchoet • November 9, 2024
ปัญหาดินเค็มและน้ำเค็มทางการเกษตร
ปัญหาดินเค็มและน้ำเค็มทางการเกษตร

    ความเค็มของดินและน้ำ​ที่ใช้รดพืช ในบทความนี้หมายถึง​ ดินที่มีปริมาณเกลือที่ละลายน้ำได้อยู่ในปริมาณมากจนกระทบต่อการเจริญเติบโต​และผลผลิต​ เกลือที่พบมักเป็นสารประกอบของเกลือโซเดียม​ คลอไรด์และซัลเฟต​ เช่น​ โซเดียม​คลอไรด์​ (NaCl-)​โซเดียมซัลเฟต (NaSO4-)​ แคลเซียมคลอไรด์ (CaCl-)​และแมกนีเซียม​ซัลเฟต (MgSO4-)​

    น้ำชลประทานหรือน้ำรดพืช​ จะหมายถึง​ น้ำที่มีเกลือละลายปะปน​กับน้ำในปริมาณ​มาก​ อาจมีที่มาจาก​ดินชั้นล่างมีเกลืออยู่มาก​ น้ำกร่อยหรือน้ำทะเล​ การปล่อยน้ำจากการทำนาเกลือไหลลงสู่แหล่งน้ำ​ และน้ำเสียที่ปล่อยจากโรงงานลงสู่แหล่งน้ำ​ ซึ่งเกลือมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี​ น้ำที่มีเกลือปะปนจึงแพร่กระจายเกลือไปสู่พื้นที่ต่างๆ​ ได้​ และส่งผลกระทบต่อพืช

การเกิดดินเค็ม

    1) การสลายตัวหรือผุพังของหินเกลือ​ (Rocksalt) : หินเกลือเหล่านี้อยู่ในชั้นใต้ดิน น้ำที่ซึมซาบไปถึงหินเกลือและเกลือจะละลายน้ำได้เนื่องจากเกลือมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี เมื่อหน้าดินเกิดการระเหยของน้ำจะเกิดแรงดึงน้ำ (capillary force) น้ำใต้ดินจึงแพร่ขึ้นมาสู่หน้าดินพร้อมด้วยเกลือที่ละลายน้ำ ทำให้หน้าดินมีความเค็มเพิ่มขึ้น ต่อเมื่อหน้าดินแห้งจากการระเหยของน้ำจึงหลงเหลือคราบเกลือไว้บริเวณหน้าดินและผิวดิน อาจเห็นเป็นคราบเกลือสีขาว

    2) มีน้ำใต้ดินเค็มอยู่แล้ว : น้ำเค็มที่ระดับตื้นใกล้ผิวดิน น้ำนี้สามารถซึมแพร่ขึ้นสู่ชั้นหน้าดินและนำเกลือติดขึ้นมาด้วยโดยอาศัยแรง capillary force เมื่อน้ำระเหยแห้งก็จะทำให้มีเกลือสะสมอยู่บนหน้าดิน

    3) พื้นที่บางแห่งเป็นที่ต่ำ : พื้นที่ต่ำบางครั้งจะเป็นแห่งรับน้ำที่มีความเค็ม เช่น พื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมถึง หรือมีน้ำกร่อยหนุนเข้าพื้นที่ ซึ่งอาจเข้าปะปนกับแหล่งน้ำธรรมชาติและทำให้แหล่งน้ำมีการสะสมเกลือเพิ่มสูงขึ้น

    โดยทั่วไปในฤดูฝนหรือช่วงที่มีฝนตกชุก ในพื้นที่ดินเค็มอาจมีความเค็มลดลงได้มากกว่า 1 mS/cm แต่เมื่อฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้ง ดินจะกลับมามีความเค็มเพิ่มสูงขึ้น

ผลกระทบที่มีต่อพืชจากความเค็มของเกลือ 

    ผลกระทบของดินและน้ำที่มีความเค็มต่อพืช​ หลายประการ คือ 1) ทำให้พืชขาดน้ำ การเจริญเติบโตลดลง หรืออาจตายได้ 2) พืชขาดธาตุบางชนิดหรือได้รับธาตุบางชนิดมากเกินไปจนเป็นพิษ​ และ​ 3) ผลกระทบต่อโครงสร้างดิน​ กายภาพของดินเลวลง​ น้ำซึมซาบได้น้อยหรือช้าลง​ รากพืชชอนไชได้ยากและคุณสมบัติทางเคมีของดินเปลี่ยนไป​

แหล่งพื้นที่ดินเค็ม

    พื้นที่ดินเค็มส่วนใหญ่มักเกิดจากธรรมชาติ​ เช่น​ ในชั้นใต้ดินมีภูเขาหินเกลือ​ (Salt dome) ใต้พื้นดิน​ โดยเฉพาะ​ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีกระจายอยู่ทั่วไปและเป็นแหล่งของหินเกลือ​ (Rocksalt) ตั้งแต่พื้นที่​ อ.บำเหน็จณรงค์​ อ.จัตุรัส​ จ.ชัยภูมิ,​ อ.ด่านขุนทด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา, อ.บรบือ อ.วาปีปทุม​ จ.​มหาสารคาม เชื่อมต่อทุ่งกุลาร้องไห้​ อ.ธวัชบุรี อ.เสลภูมิ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด​ จนถึง​ จ.ยโสธร, อ.เขื่องใน​ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี, จ.หนองคาย​ และจ.อุดรธานี​ เป็นต้น​

   พื้นที่ที่มีน้ำทะเลหรือน้ำกร่อยหนุนตามพื้นที่ชายฝั่งทะเล​ และแม่น้ำที่มีทางออกสู่ทะเล

การจำแนกดินเค็มและน้ำที่มีเกลือละลายปะปน

    การจำแนกดินเค็มอาศัยคุณสมบัติของดิน​ มาพิจารณา​ ดังนี้

    1) ค่าการนำไฟฟ้าของดินและน้ำ​ เรียกว่า​ “ค่า​ EC (Electrical conductivity)​” เป็นการวัดปริมาณหรือความเข้มข้นของเกลือที่ละลายในดินหรือน้ำ 

        ค่าการนำไฟฟ้า มีหน่วยเป็น “mS/cm (มิลลิซีเมน ​ต่อเซนติเมตร​)” หรือ​ “dS/m (เดซิซีเมน ต่อเมตร​)” และ “mmho/cm (มิลลิโมห์ ต่อเซนติเมตร)” ซึ่งทั้ง​ 3 หน่วยมีค่าตัวเลขเท่ากัน​ และ​ µS/cm (ไมโครซีเมน ต่อเซนติเมตร)”

        โดยตัวเลขค่า EC​​ 1,000​ ​µS/cm เท่ากับ 1 mS/cm หรือเท่ากับ 640 ppm และโดยทั่วไปนิยมใช้หน่วยวัดเป็น mS/cm

        ค่า​ความเค็มของน้ำ​ สามารถใช้เครื่องมือวัดได้ค่า​ EC​ โดยตรง​ เครื่องมือวัดนิยมเรียกว่า​ “ปากกาวัดค่า​ EC​ (EC, pH​ water proof)” ส่วนการวัดค่าความเค็มของดินใช้เครื่องมือวัดแบบเดียวกันกับที่ใช้วัดค่าความเค็มของน้ำ​ สำหรับการวัดความเค็มของดินจะใช้วิธี​ “การสกัดค่า​ EC​ จากดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำ ​(Electrical conductivity at Saturation extract; ECe)” ซึ่งเป็นการใช้น้ำเป็นตัวทำละลายเกลือที่อยู่ในดินให้ละลายออกมา​ ปกติจะใช้อัตราส่วนของดินต่อน้ำ เช่น 1:1, 1:2 หรือ 1:5 ในทางวิชาการจะกำหนดให้ต้องระบุอัตราส่วนของดินต่อน้ำด้วย​ แต่ในทางปฏิบัติ​ของเกษตรกรอาจระบุหรือไม่ก็ได้​

        ค่า EC จะสัมพันธ์กับอุณหภูมิของสารละลายน้ำในดินหรือน้ำที่วัดค่า EC กล่าวคือ ช่วงระหว่างอุณภูมิ 15-30 องศาเซลเซียส ค่า EC ที่วัดได้จะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจากค่ากลางของอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิทุก 1 องศาเซลเซียส ค่า EC จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง 2% เช่น วัดค่า EC ของดินที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียสได้เท่ากับ 4.00 mS/cm ดังนั้น ค่า EC ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส จะเท่ากับ 3.64 mS/cm 

    2) ค่า SAR (Sodium Absorption Ratio ; SAR) คือ อัตราส่วนของโซเดียมต่อแคลเซียมและแมกนีเซียมซึ่งมีอยู่ในน้ำ หน่วยที่ใช้วัดไอออนบวกเหล่านี้ คือ มิลลิกรัมสมมูลย์ต่อลิตร (geq.wt.)

      ดังสมการ

    3) ค่า ESP (exchangeable sodium percentage ; ESP) คือ เปอร์เซ็นต์ของโซเดียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดินเมื่อเทียบกับค่า CEC ของดิน มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์ของประจุบวกที่แลกเปลี่ยนได้ (cation exchange capacity ; CEC) ซึ่งมีหน่วยเป็นมิลลิกรัมสมมูลย์ต่อดิน 100 กรัม เพื่อจำแนกความเป็นโซดิกของดินได้ เมื่อค่า ESP มีค่ามากกว่า 15​ 

     ดังสมการ

    4) ค่า pH ของดิน โดยปกติดินที่มีความเค็มมักจะมีค่า pH เป็นด่าง

    การวัดค่าความเค็มของดินมีหลายวิธี แต่ที่นิยมและเกษตรกรสามารถตรวจสอบได้เองเบื้องต้น จะใช้ค่า EC โดยพิจารณาร่วมกับค่า pH ซึ่งปัจจุบันปากกาวัดค่า EC และ pH แบบดิจิตอล (EC, pH water proof) ทีใช้งานได้ดีมีราคาเพียง 400-600 บาท

ระดับความเค็มของดินตามคุณสมบัติเคมีและกายภาพ

    ประเภทความเค็มของดิน สามารถแบ่งตามคุณสมบัติเคมีและกายภาพ ได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

    1) ดินเค็ม (saline soil) คือ​ ดินที่มีเกลือที่ละลายน้ำได้อยู่ในสารละลายดินมากจนส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของ​พืช​ มีค่า EC มากกว่า 2 mS/cm ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ค่าเปอร์เซ็นต์ของโซเดียมที่แลกเปลี่ยนได้ (ESP) น้อยกว่า 15 และค่า pH มักจะน้อยกว่า 8.5 หรืออยู่ในสภาพ pH เป็นกลาง​

    2) ดินโซดิก​ (sodic soil) คือ​ ดินที่มีค่าเปอร์เซ็นต์ของโซเดียมที่แลกเปลี่ยนได้ (ESP) ปริมาณมาก จนส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช โดยมีค่า ESP มากกว่า 15 ค่า EC ต่ำกว่า 2 mS/cm ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส และมีค่า pH อยู่ ระหว่าง 8.5-10 เกลือที่ละลายน้ำได้มักเป็นเกลือคาร์บอเนตและเกลือไบคาร์บอเนตของโซเดียม เมื่อ pH ของดินสูงเกิดจากการตกตะกอนของแคลเซียมและแมกนีเซียมที่ละลายได้ทำให้แคลเซียม​และแมกนีเซียมในสารละลายดินมีค่าต่ำ ​การที่มีปริมาณโซเดียมที่แลกเปลี่ยนได้สูงมากเกินไปทำให้ดินมีสมบัติกายภาพเลว คือ​ ดินฟุ้งกระจายและมีโครงสร้างที่ไม่อยู่ตัว ฝุ่นดินนี้จะแทรกตัวอยู่ตามช่องว่างของดิน จึงทำให้ดินแน่นน้ำไม่ค่อยซึมผ่านและการไถพรวนยาก และส่งผลต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารหลายชนิดต่อพืชโดยเฉพาะธาตุ สังกะสี แมงกานีส เหล็ก ทองแดง โบรอน เป็นต้น

    3) ดินเค็มโซดิก (saline-sodic soil) เป็นดินเค็มที่เป็นดินโซดิกด้วย คือ​ ดินที่มีเกลือปริมาณมากเกินไป มีค่า EC มากกว่า 2 mS/cm ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ค่าเปอร์เซ็นต์ ESP มากกว่า 15 

    ระดับค่าความเค็มของดิน ที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืช

    1) ดินไม่เค็ม​ : ค่า​ EC​ น้อยกว่าหรือเท่ากับ​ 2 mS/cm (มีสารละลายเกลือ​ น้อยกว่า​ 0.1%)​ ไม่มีผลกระทบต่อพืช

    2) ดินเค็มเล็กน้อย​ : ค่า​ EC​ ระหว่าง​ 2-4 mS/cm​ (มีสารละลายเกลือ​ น้อยกว่า​ 0.1-0.2%) มีผลกระทบต่อพืชไม่ทนเค็ม​ เช่น บวบ พริกหวาน หอมใหญ่ กุหลาบ ทานตะวัน​ ข้าวโพด มะกอก​ องุ่น​

    3) ดินเค็มปานกลาง​ : ค่า​ EC​ ระหว่าง​ 4-8mS/cm​ (มีสารละลายเกลือ​ น้อยกว่า​ 0.2-0.4%) มีผลกระทบต่อพืชหลายชนิด​ เช่น กะหล่ําดอก​ กระเทียม หอมแดง​ แตงโม ข้าวทนเค็ม ฝรั่ง​ กระถินณรงค์​ มะม่วงหิมพานต์​ สะเดาอินเดีย ยูคาลิปตัส มะยม 

    4) ดินเค็มมาก​ : ค่า​ EC​ ระหว่าง​ 8-16 mS/cm​ (มีสารละลายเกลือ​ น้อยกว่า​ 0.4-0.8%) พืชทนเค็มเท่านั้นที่เจริญ​เติบโตได้ เช่น ผักโขม ผักกาดหัว​ คะน้า ชบา เฟื่องฟ้า​ ละมุด​ มะขาม มะขามเทศ​ สน​ สะเดาไทย​ พุทรา​ มะพร้าว​ สมอ

    5) ดินเค็มจัด​ : ค่า​ EC​ มากกว่า​ 16 mS/cm (มีสารละลายเกลือ​ น้อยกว่า​ 0.8%) พืชทนเค็มน้อยชนิดที่เจริญ​เติบโต​ได้

ผลกระทบของดินเค็มและน้ำเค็มต่อพืช

    1) พืชขาดน้ำ

        ในดินที่มีเกลือปะปนอยู่มากหรือดินเค็มพืชจะขาดน้ำได้ง่ายแม้ในดินจะมีน้ำอยู่ เป็นภาวะความเครียดแรงดันออสโมติก (Osmotic pressure stress) การรดน้ำสู่ดิน ณ บริเวณใดบริเวณหนึ่ง น้ำจะแพร่ออกไปทุกทิศทางไปยังดินบริเวณที่มีน้ำน้อยกว่าหรือความชื้นในดินต่ำกว่า เมื่อน้ำแพร่เข้าสู่บริเวณเขตรากพืช น้ำจะแพร่ผ่านเยื้อหุ้มเซลล์เข้าสู่รากพืชโดยอาศัยความต่างศักย์ของค่าชลศักย์ (Water Potential ; WP) โดยปกติค่าชลศักย์ หรือค่า WP ในดินจะมีค่าสูงกว่าภายในรากพืช หรืออีกนัยหนึ่งคือ น้ำในดินมีความเข้มข้นของสารละลายน้อยกว่าความเข้มข้นของสารละลายภายในรากพืช น้ำและแร่ธาตุต่างๆ จึงออสโมซีส (แพร่ผ่านเยื้อหุ้มเข้าสู่ราก)

        ในดินระดับความเค็มมากถึงระดับดินเค็มจัดมีเกลือที่สามารถละลายน้ำได้มาก เมื่อเกลือละลายน้ำจึงส่งผลให้ความเข้มข้นของสารละลายเกลือในน้ำมีมากขึ้น ค่า WP ของน้ำจึงลดต่ำลง เมื่อถึงจุดที่ค่า WP ลดต่ำลงจนมีค่า WP ต่ำกว่ารากพืช จะเกิดการเคลื่อนที่ของน้ำภายในรากพืชออกสู่ภายนอก (ไปสู่ดินที่มีสารละลายเกลือเข้มข้น) เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า “พลาสโมไลซีส (Plasmolysis)” ซึ่งจะทำให้เซลล์ภายในรากพืชเกิดการสูญเสียน้ำ น้ำจากเซลล์ข้างเคียงจะเคลื่อนที่เข้ามาทดแทนน้ำที่สูญเสียไปและเกิดขึ้นต่อเป็นลูกโซ่ไปยังเซลล์อื่นๆ เมื่อถึงระดับหนึ่งเซลล์จะหดตัวและเหี่ยว

       หากสารละลายในดินยังมีความเค็มสูง ในระยะสั้นพืชจะสูญเสียน้ำจากการเคลื่อนที่ของน้ำย้อนกลับสู่ดินอาจทำให้รากตาย เกิดอาการใบไหม้ที่ปลายใบหรือขอบใบได้ หากเหตุการณ์ดำเนินต่อไปอาจทำให้พืชตายเหี่ยวแห้งตายได้

    2) พืชแสดงอาการขาดธาตุ

        เกลือที่ละลายในดินจะมีโซเดียมไอออน (Na2+) คลอไรด์ไอออน (Cl-) หรือคาร์บอเนต (CO3) เข้มข้นมากเกินไป ส่งผลทำให้พืชขาดแคลนธาตุโพแทสเซียม (K) ได้ง่าย เนื่องจากโซเดียมไอออน (Na2+) เป็นปรปักษ์กับธาตุประจุบวกและมีศักย์ไฟฟ้าสูงกว่าโพแทสเซียมไอออน (K+) พืชจึงสูญเสียโพแทสเซียมและแสดงอาการขาดธาตุโพแทสเซียม ทำให้เกิดอาการขอบใบเหลืองจากปลายใบไปตามขอบใบ (ขอบใบเหลืองเป็นรูปตัว V) ในบางพืชอาจเกิดอาการใบไหม้ร่วมด้วย ส่งผลต่อการเจริญเติบโตลดลง

    3) ความเป็นพิษของการได้รับธาตุเกลือ

        เกลือที่ละลายจะแตกตัวได้โซเดียมไอออน (Na2+) และคลอไรด์ไอออน (Cl-) มาก ส่งผลให้พืชได้รับธาตุทั้ง 2 มากเกินไปและก่อให้เกิดความเป็นพืชต่อพืช การได้รับโซเดียมมากเกินไปทำให้เอนไซม์ทำงานผิดปกติและเซลล์ถูกทำลาย ทำให้เกิดอาการใบไหม้ที่ขอบใบ ใบเหลือง ร่วง การเจริญเติบโตชะงักงัน และผลผลิตลดลง อาการเป็นพิษของคลอไรด์จะคล้ายความเป็นพิษของโซเดียม บางครั้งใบอาจมีสีบรอนซ์ตามขอบใบ

    4) ความเครียดที่เกิดจากการสร้างและสะสมสารอนุมูลอิสระ 

        ความเครียดจากการได้รับโซเดียมและคลอไรด์มากเกินไป ส่งผลให้พืชเกิดภาวะเครียด (Plant stress) ชักนำให้เกิดการสร้างและสะสมสารอนุมูลอิสระมากเกินไป เช่น อนุมูลอิสระซุปเปอร์ออกไซด์ (superoxide radicals ; O2-) ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide ; H2O2) และอนุมูลอิสระไฮดร็อกซิล (hydroxyl radicals ; OH) ซึ่งจะทำลายส่วนต่างๆ ของเซลล์ เช่น โปรตีน กรดนิวคลีอิก ไขมันในเยื่อหุ้มเซลล์ เกิดอาการใบเหลือง ใบไหม้ และใบร่วง

    นอกจากนี้จากงานวิจัยยังพบว่า พืชจะได้รับไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม (NH4+) ได้ลดน้อยลง มีการสะสมไนเตรท (NO3-) มากขึ้น 

การแก้ไขดินเค็ม

    แก้ดินเค็มด้วยแคลเซียม

    การแก้ไขดินที่มีความเค็มอันเนื่องมากจากมีหินเกลืออยู่ชั้นใต้ดิน หรือมีน้ำเค็มในชั้นดิน และพื้นที่ที่มีน้ำทะเลและน้ำกร่อยหนุน จะต้องแก้ไขปัญหาต่อเนื่องยาวนาน และอาจต้องปฏิบัติตลอดเวลาหากพืชปลูกเป็นพืชที่ไม่ทนความเค็ม ซึ่งความเค็มเกิดจากเกลือที่ละลายน้ำโดยส่วนใหญ่จะเป็นเกลือของโซเดียมคลอไรด์ เมื่อเกลือละลายน้ำจะแตกตัวให้โซเดียมไอออน (Na2+) ซึ่งมีศักย์ไฟฟ้าสองบวก และคลอไรด์ไอออน (Cl-) ที่มีศักย์ไฟฟ้าลบ ดังนั้น​ ตามหลักประจุไฟฟ้า​การใช้ประจุไฟฟ้าบวกที่มีศักย์สูงกว่าโซเดียมไอออนย่อมสามารถไล่หรือผลักโซเดียมไอออนออกไปจากดินบริเวณเขตรากพืชได้​ โดยใช้แคลเซียมไอออน (Ca2+) ซึ่งมีศักย์ไฟฟ้าสูงกว่า

    แม้การใช้แคลเซียมสามารถผลักโซเดียมไอออนออกไปได้ แต่เป็นการผลักลงไปสู่ชั้นดินด้านล่างเท่านั้น จึงมีความจำเป็นต้องรักษาความชื้นของหน้าดินสม่ำเสมอ และในช่วงฤดูแล้งที่น้ำระเหยออกจากดินได้มาก น้ำจะเป็นตัวขับเคลื่อนเกลือจากชั้นดินด้านล้างขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้น ในฤดูแล้งจึงจำเป็นต้องหมั่นสำรวจความเค็มและผลักดันโซเดียมไอออน นอกจากนี้ไอออนแคลเซียม​ (Ca2+)​ และยังช่วยเพิ่มความโปร่งและ​ร่วนซุยของดิน​ เพิ่มการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศของดิน​

    ส่วนคลอไรด์ไอออนจะถูกชะล้างออกไปจากดินได้ง่ายโดยใช้น้ำปริมาณมากหรือช่วงฝนตกชุก

    ชนิดของปุ๋ยแคลเซียม

    1) ปุ๋ยแคลเซียม​ไนเตรท​ หรือปุ๋ยสูตร 15-0-0 +(18-19%Ca​)

        ปุ๋ยแคลเซียม​ไนเตรทเมื่อละลายน้ำจะแตกตัวได้ไนโตรเจนไอออนประจุลบ​ในรูปไนเตรท​ (NO3-​)​ และแคลเซียมไอออน​ประจุบวกสอง ​(Ca2+) โดยเป็นไอออนแคลเซียม​ที่สามารถเคลื่อนย้ายจากชั้นดินบนลงสู่ชั้นดินล่างได้ดี​ และลึกไม่น้อยกว่า​ 75​ ​ซม.​ (ถึงระดับรากฝอยของพืชเกือบทุกชนิด)​ ปุ๋ยแคลเซียมไนเตรทเป็นปุ๋ยที่ละลายเร็ว เมื่อหว่านแล้วลดน้ำตามจะสามารถละลายได้ทันที

    2) ปูนยิปซั่ม​ (CaSO42-​)

        ยิปซั่มทางการเกษตร​ เป็นแหล่งของแคลเซียมที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง​ เมื่อละลายน้ำจะได้แคลเซียมไอออน (Ca2+) และกำมะถันในรูปของซัลเฟตไอออน​ (SO42-)​ ยิปซั่มที่นำมาใช้ในทางการเกษตรเป็นผลพลอยได้​จากอุตสาหกรรม​ต่างๆ​ เช่น​ อุตสาหกรรม​ผลิตปุ๋ย​ (ต่างประเทศ), การทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์​ เช่น​ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ​ และการทำเหมืองแร่​ที่เกิดจากการตกตะกอนของทะเล​ในพื้นที่ จ.พิจิตร จ.นครสวรรค์และภาคใต้

        ข้อดีของยิปซั่ม​ คือ​ ละลายและแตกตัวได้แคลเซียมไอออน​ได้เร็วกว่าปูนโดโลไมท์​ (แต่ก็ใช้เวลาเป็นเดือนหรือมากกว่า) และสามารถเคลื่อนย้ายลงสู่ดินชั้นล่างได้ดีกว่าปูนโดโลไมท์​​ โดยสามารถเคลื่อนย้ายลงดินชั้นล่างได้ไม่น้อยกว่า​ 75​ ซม.​ 

    3) ปูนโดโลไมท์​ (แคลเซียม​คาร์บอเนต​ ; CaCO32-​)​

        เป็นแหล่งแคลเซียมและแมกนีเซียม​ ปัจจุบันมีการนำมาปั้นเม็ดเพื่อสะดวกต่อการใช้งาน​ หว่านง่ายไม่ฟุ่งกระจาย​ แต่มีราคาสูงกว่าแบบฝุ่นผง​ ราว​ 100-250 บาท/กระสอบ​ เช่น​ กรีนลีฟ​MIC แม้มีราคาที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ได้แร่ธาตุและสารเพิ่มประโยชน์​พืชอื่นๆ​ ด้วย​ เช่น​ แร่ภูเขาไฟ​ที่ประกอบด้วยจุลธาตุที่สำคัญต่าง​ ฮิวมิค​ เกาลีนไนท์​ ซิลิก้า​ และกรดอะมิโน​ 

        โดโลไมท์​ มีคุณสมบัติในการปรับดินกรดให้เป็นกลาง​ (acid-neutralizing substance) แต่มีข้อจำกัด​ คือ​ ละลายช้า​ แตกตัวให้แคลเซียมไอออน​และแมกนีเซียมไอออน​ช้ากว่าปูนยิปซั่ม​ ซึ่งอาจใช้เวลานาน​ 5-6 เดือน​ แต่กรีนลีฟMIC ปรับแก้ไขจุดอ่อนของปูนโดโลไมท์ด้วยการบดด้วยเครื่องบดเจ็ทมิลล์ จนได้ความละเอียดไม่น้อย 325 เมซ ก่อนนำมาปั้นขึ้นเม็ด เพื่อให้สะดวกต่อการหว่านและช่วยให้การแตกตัวของแคลเซียมเร็วขึ้น 

        แคลเซียมไอออนจากปูนโดโลไมท์​เคลื่อนย้ายลงชั้นดินล่างได้น้อย​ ส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้นหน้าดินลึกไม่เกิน 30-40 ซม. เนื่องจากถูกดูดซับโดยดินเหนียวได้ง่าย (แต่ทำให้ดินเหนียวโปร่ง และร่วงซุยเพิ่มขึ้น) การใส่โดโลไมท์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้​

    วิธีการใช้ปุ๋ยแคลเซียมผลักเกลือโซเดียม

    สำหรับไม้ผล ใช้​แคลเซียมไนเตรท 15-0-0 หว่านในอัตรา 100 กรัม ต่อเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 2 เมตร โดยหว่านให้ทั่วทรงพุ่มและเลยออกมานอกทรงพุ่มราว 50-80 ซม. ให้น้ำตามในปริมาณปกติหรือเพียงพอให้ปุ๋ยละลาย ​ และรักษาความชื้นของดินตลอดระยะเวลา​ 3-5 วัน​ หลังจากนั้นจึงกระแทกน้ำในปริมาณ​มาก​ โดยให้น้ำวันเว้นวัน ราว 3 ครั้ง หลังจากกระแทกน้ำครบ 3 ครั้งแล้ว ภายใน 7-10 วัน ให้ทำซ้ำตามขั้นตอนเดิมอีกครั้ง หลังจากทำซ้ำครั้งที่ 2 แล้ว ราว 25-30 วัน ให้หว่านโดโลไมท์ หรือ กรีนลีฟMIC ในอัตรา 100-150 กรัม ต่อเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร ให้รอบทรงพุ่ม โดยหว่านเดือนละครั้ง

    สำหรับพืชผัก เช่น แตงกวา เมล่อน พริก มะเขือเทศ ใช้​แคลเซียมไนเตรท 15-0-0 หว่านในอัตรา 35-40 กก.ต่อไร่ (หว่านเฉพาะบนร่องที่เตรียมขึ้นแปลงปลูก) ให้น้ำตามในปริมาณปกติหรือเพียงพอให้ปุ๋ยละลาย และรักษาความชื้นของดินตลอดระยะเวลา​ 3-5 วัน หลังจากนั้นจึงกระแทกน้ำในปริมาณ​มาก​ โดยให้น้ำวันเว้นวัน ราว 3 ครั้ง สำหรับดินทรายจัดให้น้ำทุกวันต่อเนื่อง 3 วัน หลังจากนั้นจึงย้ายต้นกล้าลงปลูกหรือหยอดเมล็ด หลังจากย้ายกล้าปลูก 25-30 วัน ให้หว่านโดโลไมท์ หรือ กรีนลีฟMIC ในอัตรา 50 กก. ต่อไร่ ให้ทั่วแปลงปลูก โดยหว่านทุก 20-25 วัน ครั้ง

  * หมายเหตุ: สำหรับแปลงพืชผัก การยกร่องแปลงปลูกในลักษณะเป็นร่องและให้น้ำด้วยระบบน้ำหยดจะช่วยลดการสะสมของคราบเกลือบริเวณเขตรากของพืชผักได้ (ตามภาพ)

    ผักใบ เช่น กะหล่ําดอก​ กระเทียม หอมแดง​ แตงโม ผักกาดหัว​ คะน้า ค่อนข้างทนต่อดินเค็มปานกลาง-ดินเค็มมาก (ค่า EC 4-8 mS/cm) สำหรับพื้นที่ดินเป็นกรดหว่านด้วย กรีนลีฟMIC อัตรา 50-75 กก.ต่อไร่ ก่อนเตรียมแปลงปลูก 14-21 วัน และหว่านซ้ำทุก 21-28 วัน ในอัตรา 50 กก.ต่อไร่ สำหรับพื้นที่ดินด่างหว่านด้วยยิปซั่ม อัตรา 40-50 กก.ต่อไร่ ก่อนเตรียมแปลงปลูก 14-21 วัน และหว่านซ้ำทุก 21-28 วัน ในอัตรา 50 กก.ต่อไร่

    สำหรับนาข้าว หว่าน กรีนลีฟMIC หรือโดโลไมท์ หว่านครั้งแรกก่อนไถคราดกลบตอฟางหรือไถทำเทือก ในอัตรา 50-75 กก.ต่อไร่ และหว่านครั้งที่ 2 ในระยะก่อนข้าวตั้งท้อง อัตรา 25-30 กก.ต่อไร่

แหล่งสืบค้น :

    วิชิตพล มีแก้ว, ณัฐพล ขันธปราบ, สุรศักดิ์ ละลอกน้ํการปรับตัวของพืชภายใต้ภาวะที่มีความเค็ม​(Adaptation of Plants under Salinity).ก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ปีที่ 10 (2): 2553, หน้า​ 28-37.
    เฉลิม​พล​ เกิดมณีและคณะ.โครงการวิจัยพื้นฐานและพัฒนาพันธุ์​ไม้ป่าทนเค็มโดยใช้เทคโนโลยี่​ชีวภาพ.โครงการพัฒนาองค์ความรู้​และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศ​ไทย.87 หน้า.

    สมบุญ เตชะภิญญาวัฒน์.2544.สรีรวิทยาของพืช Plant physiology.พิมพ์ครั้งที่ 4; กรุงเทพฯ.สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.237 หน้า.
    เอิบ​ เขียวรื่นรมย์.2550.ดินเค็มในประเทศไทย.ภาควิชาปฐพีวิทยา​ คณะเกษตร​ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.28​ หน้า.
    เอกสารเผยแพร่​มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.ภาวะความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาดินเค็ม.
www.archive.lib.cmu.ac.tb. สืบค้น​ 5 พ.ย. 2567
    Arunee Yuvaniyama et al. Effect of saline water on soil property and salt tolerance of plant.p 450-460.

    Suputtra Sarasaen et al.Potential for Salinity Tolerance of some Perennial Plants.J Sci Technol MSU.Vol 37. No 2, March-April 2018. 
    Saffan, S.E.S. (2008). Effect of salinity and osmotic stresses on some economic plants.Research Journal of Agriculture and Biological Sciences, 4(2): p. 159-166.

เอกสาร
By Thirasak Chuchoet January 4, 2025
ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยาย "การดูดซึมปุ๋ยและอาหารเสริมทางใบ"
ปฏิสัมพันธ์ของธาตุอาหารพืช แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหารพืชในแง่ของการเจริญเติบโต
By Thirasak Chuchoet December 3, 2024
ปฏิสัมพันธ์ของธาตุอาหารพืช แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหารพืชในแง่ของผลกระทบที่ธาตุอาหารมีผลต่อการดูดซึมและการใช้ประโยชน์ของพืชในกระบวนการเจริญเติบโต
แผลจากบั่วมะม่วงโอกินาวาเมื่อแผลเปลี่ยนเป็นสีดำ อาจทำให้เข้าใจว่าเกิดจากการเข้าทำลายของโรคแอนแทรคโนส
By Thirasak Chuchoet October 22, 2024
แผลที่เกิดจากบั่วมะม่วงโอกินาวาเมื่อแผลเปลี่ยนเป็นสีดำ อาจทำให้เข้าใจว่าเกิดจากการเข้าทำลายของโรคแอนแทรคโนส ซึ่งมีลักษณะแผลที่คล้ายคลึงกัน
บั่วปมมะม่วง เป็นแมลงขนาดเล็กรูปร่างเหมือนยุง มีหนวดและขายาว ซึ่งพบได้บ่อยในมะม่วงที่ขาดการดูแล
By Thirasak Chuchoet October 22, 2024
บั่วปมมะม่วง เป็นแมลงขนาดเล็กรูปร่างเหมือนยุง มีหนวดและขายาว ซึ่งพบได้บ่อยในมะม่วงที่ขาดการดูแลป้องกัน โดยเฉพาะช่วงออกดอก-ติดผล
โรคไวรัสวงแหวนมะละกอเป็นโรคที่สร้างความเสียหายรุนแรง มีเพลี้ยเป็นพาหะและติดต่อผ่านการสัมผัส
By Thirasak Chuchoet October 7, 2024
โรคไวรัสวงแหวนมะละกอเป็นโรคที่สร้างความเสียหายรุนแรง การป้องกันแมลงพาหะและการจัดการด้วยวิธีผสมผสานเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการลดความเสียหาย [การกำจัดแมลงพาหะ ห้าม!! ใช้คลอฟีนาเพอร์]
แพคโคลบิวทราโซล มีฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์จิบเบอเรลลินและส่งเสริมการออกดอกนอกฤดู
By Thirasak Chuchoet October 7, 2024
พ่นสารแพคโคลบิวทราโซล​ร่วมกับ​เหล้าขาว​​ จะส่งเสริมการออกดอกของทุเรียนดีกว่าไม่ผสมเหล้าข้าว.. จริงหรือ..? หรือแค่อุปทานไปเอง.!!
โรคใบจุดมะละกอเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย การป้องกัน-กำจัดโรคควรใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชอย่างเหมาะสม
By Thirasak Chuchoet October 5, 2024
โรคใบจุดในมะละกอเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย การป้องกันและจัดการโรคควรใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชอย่างเหมาะสม การกำจัดใบที่ติดเชื้อและการเลือกพันธุ์ที่ต้านทานโรค ล้วนเป็นปัจจัยที่สำคัญ
โรคใบไหม้ในมะเขือเทศ เป็นโรคที่สำคัญและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงทั้งใบ ลำต้นและผล
By Thirasak Chuchoet October 5, 2024
โรคใบไหม้ในมะเขือเทศ เป็นโรคที่สำคัญของมะเขือเทศ สร้างทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงกับใบ กิ่งก้าน ลำต้นและผล การจัดการต้องอาศัยการปฏิบัติทางเกษตรที่เหมาะสม และการควบคุมโรคผ่านการใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชร่วมกับวิธีเขตกรรม
โรคแอนแทรคโนสในผลมะละกอ ปัญหาที่สำคัญคือ ก่อให้เกิดแผลเน่าบุ๋มในระยะสุกแก่หรือผลเปลี่ยนสี
By Thirasak Chuchoet September 30, 2024
โรคแอนแทรคโนสในผลมะละกอ ปัญหาที่สำคัญคือ ก่อให้เกิดแผลเน่าบุ๋มในระยะสุกแก่หรือผลเปลี่ยนสี แต่ระยะเก็บเกี่ยวผลไม่ปรากฏอาการของโรค ซึ่งเป็นรูปแบบการเข้าทำลายแบบเชื้อแฝง
การเจริญเติบโตของพืชในแต่ละระยะจะใช้ปุ๋ย N-P-K ในสัดส่วนใกล้เคียงกันเสมอในการเจริญพัฒนา
By Thirasak Chuchoet September 30, 2024
การเจริญเติบโตของพืชในแต่ละระยะจะใช้ปุ๋ย N-P-K ในสัดส่วนใกล้เคียงกันเสมอในการเจริญพัฒนา ไม่ใช่ว่าระยะใบอ่อนต้องการไนโตรเจนสูง ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมต่ำ..
More Posts
Share by: