ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในแต่ละช่วงการเจริญเติบโตของพืชจนถึงให้ผลผลิต พืชไม่ได้ต้องการธาตุอาหารเพียงธาตุใดธาตุหนึ่ง แต่ต้องการทุกธาตุในสัดส่วนที่แตกต่างกันไป ซึ่งสัดส่วนของแต่ละธาตุมีหลักการมาจากการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารที่พบในพืช โดยการนำส่วนต่างๆ ของพืชไปอบแห้งก่อน (หลักการเดียวกับการวัดเปอร์เซ็นต์แป้งในผลทุเรียน) เราจึงเรียกปริมาณธาตุอาหารที่ตรวจวัดนี้ว่า"ปริมาณธาตุอาหารในน้ำหนักแห้งของพืช"
ธาตุอาหารพืช (ปุ๋ย)
ธาตุอาหารพืช คือ ธาตุต่างๆ ที่พืชต้องการเพื่อการเจริญเติบโต การได้รับธาตุหนึ่งธาตุใดในปริมาณที่น้อยกว่าความต้องการของพืชจะมีผลโดยตรงต่อพืช ตั้งแต่ขนาดของพืชเล็กผิดปกติ การเจริญเติบโตชะงักงัน ใบบิด ม้วนงอ ใบเหลือง หรือการออกดอก-ติดผลลดลง หากพืชขาดธาตุใดในระดับวิกฤติต่อเนื่องอาจทำให้พืชทรุดโทรมและตายได้ นอกจากการได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอแล้ว การได้รับธาตุอาหารมากเกินไปก็ส่งผลให้เกิดความเป็นพิษต่อพืชเช่นกัน ความเป็นพิษนี้มักเกิดขึ้นได้ง่ายกับธาตุอาหารที่พืชมีความต้องการน้อยหรือธาตุที่พบในพืชน้อย เช่น
ฟอสฟอรัส (P)จัดเป็นธาตุอาหารหลัก พบในพืชราว 0.1-0.25% ตัวอย่างปุ๋ยที่อาจก่อให้ใบมีอาการแห้งกร้านและใบเสื่อมอายุเร็ว เช่น 0-52-34, 10-52-17 ที่ใช้พ่นทางใบอัตราสูงๆ (100-150 ก./20 ลิตร) และพ่นต่อเนื่อง
แมกนีเซียม (Mg) จัดเป็นธาตุอาหารอง พบในพืชราว 0.1-0.2% ตัวอย่างปุ๋ยที่อาจก่อให้ใบมีอาการแห้งกร้านและใบเสื่อมอายุเร็ว เช่น แมกนีเซียมซัลเฟต อัตรา 50-100 ก./20 ลิตร และพ่นบ่อย
จุลธาตุ
(จุลธาตุทุกตัวรวมกันพบในพืชราว 0.5% หรือน้อยกว่านี้ บางธาตุอาจพบน้อยกว่า 0.002-0.0001%) ตัวอย่างปุ๋ยที่อาจพบความเป็นพิษ เช่น ซังค์ซัลเฟต, คอปเปอร์ซัลเฟต, โซเดียมบอเรต, กรดบอริก, เหล็กซัลเฟต, แมงกานีสซัลเฟต เป็นต้น พวกนี้หากใช้ในอัตราสูงๆ อาจทำให้ใบไหม้ได้
สัดส่วนปุ๋ยที่เหมาะสมต่อพืชได้มาจากผลวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารที่พบในน้ำหนักแห้งของเนื้อเยื้อพืช ซึ่งเป็นหลักการที่มีมาช้านานหลายสิบปี อาจย้อนหลังไปได้นานมากกว่า 50 ปี ค่าวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในพืชแล้วนำมาแปลงเป็นสัดส่วนปุ๋ย N:P:K เป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก โดยมีหลักการดังตัวอย่างปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ในทุเรียน ดังนี้
ปริมาณธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมที่พบในเนื้อเยื่อทุเรียน
1. ไนโตรเจน (N) พบปริมาณโดยเฉลี่ย ราว 2% หรือ 20 กรัมในน้ำหนักแห้ง 1,000 กรัม
2. ฟอสฟอรัส (P2O5) พบปริมาณโดยเฉลี่ย ราว 0.35-0.58% หรือ 0.35-0.58 กรัมในน้ำหนักแห้ง 1,000 กรัม
3. โพแทสเซียม (K2O) พบปริมาณโดยเฉลี่ย ราว 1.8-3.0% หรือ 18-30 กรัมในน้ำหนักแห้ง 1,000 กรัม
การคำนวณสัดส่วนปุ๋ย N:P:K โดยนำธาตุที่พบน้อยที่สุดมาเป็นตัวหาร ซึ่งในที่นี้คือ ฟอสฟอรัส (0.47%) จะได้ดังนี้
1. ไนโตรเจน: (N 2%)/(P2O5 0.47%) = 4.25
2. ฟอสฟอรัส: (P2O5 0.47%)/(P2O5 0.47%) = 1.00
3. โพแทสเซียม: (K2O 2.4%)/(P2O5 0.47%) = 5.10
ดังนั้น จะได้สัดส่วนปุ๋ย N:P:K เท่ากับ 4:1:5 ปัจจุบันสูตรปุ๋ยที่มีความใกล้เคียงสัดส่วนนี้ ได้แก่
ในไม้ผลระยะที่ผลกำลังสร้างเนื้อหรือขยายขนาดผลอาจพบปริมาณโพแทสเซียมสูงถึง 3.5% ดังนั้น สัดส่วนปุ๋ยที่เหมาะสมจึงเท่ากับ 3:1:5 เช่น ปุ๋ยสูตร 15-5-25 นอกจากนี้ การปรับสัดส่วนสูตรปุ๋ยตามสภาพสวนและระยะการพัฒนาของผลก็มีความสำคัญ เช่น มีฝนตกชุกในช่วงผลกำลังขยายขนาดผล พืชจะได้รับไนโตรเจนจากฝนสูงอาจต้องปรับสัดส่วนโพแทสเซียมให้สูงขึ้น เช่น สัดส่วน 2-1-5, 3-1-7 ได้แก่ ปุ๋ยสูตร 14-7-35, 15-5-35 เป็นต้น หรือในช่วงระยะก่อนการเก็บเกี่ยวก็สามารถปรับมาใช้สัดส่วนนี้ได้เช่นกัน
การเรียนการสอน หรือคำกล่าวที่ว่า ไนโตรเจน (N) คือ ใบ, ฟอสฟอรัส (P) คือ ดอก และโพแทสเซียม (K) คือ ผล เป็นคำกล่าวที่ได้รับการถ่ายทอดกันมานานจนทำให้คนทั่วไปจดจำฝั่งใจว่า"เอ็น พี เค (N:P:K) เท่ากับ ใบ ดอก และผล" ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตุว่า เหตุที่มีการสอนสืบเนื่องกันมาในลักษณะนี้ เป็นเพราะเมื่อในอดีตความก้าวหน้าทางวิชาการในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก ประกอบกับเพื่อให้เกษตรกรจดจำง่ายแต่เป็นการถ่ายทอดที่ผิดพลาด เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ว่า"ปุ๋ยฟอสฟอรัส (P) ทำหน้าที่สร้างตาดอกในไม้ผล-ไม้ยืนต้น หรือแม้กระทั้งในไม้ดอกและพืชผักให้ผล" จนทำผู้คนฝั่งใจว่า"อยากได้ดอกต้องใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสสูง ไนโตรเจนต่ำ เช่น ปุ๋ยสูตร 8-24-24, 9-24-24, 9-25-25, 0-24-24, 7-21-21 และขนานนามปุ๋ยสูตรดังกล่าวเป็น ปุ๋ยเร่งดอก"
บทบาทและหน้าที่ (อย่างย่อ) ของธาตุอาหารหลักในทางวิชาการ มีดังนี้
* บทบาทบางประการของฟอสฟอรัสต่อการพัฒนาดอก คือ ส่งเสริมการพัฒนารังไข่ของดอก และมีธาตุอื่นๆ เกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก
** ในหนังสือเกี่ยวกับธาตุอาหารจะเน้นบทบาทของฟอสฟอรัสในด้านการเป็นสารให้พลังงานเพื่อแจกจ่ายไปใช้ในกระบวนการเมตาบอลิซึม (ATP, ADP และ NADP) เพียงแต่ปริมาณความต้องการฟอสฟอรัสมีน้อยมากเมื่อเทียบกับธาตุหลักและธาตุรองบางตัว
* บทบาทที่เกี่ยวข้องต่อการพัฒนาคุณภาพของผล คือ การเคลื่อนย้ายน้ำตาลจากใบแก่ไปสะสมที่ผลหรือในหัวของพืชหัว
จากบทบาทของธาตุหลักจะเห็นได้ว่า แต่ละธาตุจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน จะมีธาตุหนึ่งธาตุใดอยู่เดียวๆ ไม่ได้ ดังนั้น การใส่ปุ๋ยแก่พืชจึงมีความจำเป็นที่จะต้องการควบคุมสัดส่วนของธาตุอาหารให้เหมาะสม โดยพิจารณาจากผลวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในพืชประกอบ และ N:P:K ไม่ใช่ ใบ ดอก และผล ประกอบกับไม่มีเอกสารวิชาการเล่มใดในโลกระบุว่า "ฟอสฟอรัส (P) ทำหน้าที่สร้างตาดอก" ยกเว้น เอกสารหรือโบว์ชัวร์ของผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ย
สำหรับในไม้ผลและพืชอื่น ความต้องการฟอสฟอรัสก็ไม่ต่างอะไรกับมะเขือเทศ เพียงแต่ปุ๋ยสูตรสำเร็จรูปที่มีจำหน่ายในปัจจุบันยังไม่สามารถหาสูตรที่มีฟอสฟอรัสต่ำๆ ตามระดับปริมาณที่พืชต้องการได้ แต่สูตรที่มีอยู่ เช่น ปุ๋ยสูตร 15-5-20, 15-5-25, 15-5-35, 14-7-35 สัดส่วนฟอสฟอรัสนี้ก็เหมาะสมแล้ว เผื่อความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นเมื่อหว่านลงดิน เนื่องจากธาตุฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูปปุ๋ยทุกชนิดเป็นสารประกอบ "ไดฟอสเฟตเพนตะออกไซด์ (P2O5)" เมื่อหว่านปุ๋ยฟอสฟอรัสลงดินและได้รับความชื้นจากน้ำจะแตกตัวเป็นสารประกอบฟอสเฟต (PO4-), ไฮโดรเจนฟอสเฟต (HPO42-) หรือ ไดไฮโดรเจนฟอสเฟต (H2PO4-) ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความเป็นกรด-ด่างของดิน (pH) สารประกอบฟอสเฟต ทั้ง 3 รูปนี้ จะทำปฏิกิริยากับธาตุที่มีไอออนประจุบวกได้ง่ายและรวดเร็ว เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี เหล็ก แมงกานีส และทองแดง ทำให้เกิดการตกตะกอนอยู่ในรูปที่พืชแทบจะใช้ประโยชน์ไม่ได้หรือใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย
อีกประการ คือยังไม่มีผลวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในพืชฉบับใดที่รายงานผลวิเคราะห์ธาตุฟอสฟอรัสมีปริมาณสูงกว่า หรือเท่ากับธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่อง"ความต้องการธาตุอาหารและการแนะนำปุ๋ยในทุเรียน" และ"การจัดการธาตุอาหารและการเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยในสวนทุเรียน" โดย รศ.ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม และคณะ ปี (พ.ศ. 2544 และ 2547 ตามลำดับ) ซึ่งมีการเก็บตัวอย่างใบทุเรียนนำไปวิเคราะห์หาปริมาณธาตุอาหารหลังมีการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 (ระยะทำใบทุเรียน เตรียมต้น) ปุ๋ยสูตร 8-24-24 (ระยะก่อนออกดอก) และปุ๋ยสูตร 12-12-17 (ระยะเลี้ยงผล) โดยรายงานว่าผลวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในใบทุเรียน ระหว่างช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. ปี 2544(เป็นช่วงที่มีการใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ก่อนออกดอก) มีธาตุไนโตรเจน (N) 1.96-2.24%,ฟอสฟอรัส (P) 0.18-0.35% และ โพแทสเซียม (K) 1.77-2.36%
ปฐพีวิทยาเบื้องต้น.2548.คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.พิมพ์ครั้งที่ 10.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.547 หน้า.
ยงยุทธ โอสถสภา.2558.ธาตุอาหารพืช.พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.548 หน้า.
สุมิตรา ภู่วโรดม และคณะ.2544.รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการ ความต้องการธาตุอาหารและการแนะนำปุ๋ยในทุเรียน.ชุดโครงการ "ไม้ผลและผลิตภัณฑ์จากผลไม้" สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).196 หน้า.
สุมิตรา ภู่วโรดม และคณะ.2547.รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการ การจัดการธาตุอาหารและการเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยในสวนทุเรียน.ชุดโครงการ "ไม้ผลและผลิตภัณฑ์จากผลไม้" สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).196 หน้า.
Mardubai by James Thirasak
มือถือ. 082-353-5156
อีเมล. thirasak.chuchoet@gmail.com
ร้านหัวถนนการเกษตร-289
เลขที่ 52/4 ถ.นครศรีฯ-ปากพนัง ต.ในเมือง
อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
80000