Logo

กลไกออกฤทธิ์สารกำจัดแมลง ตอนที่ 8+

Thirasak Chuchoet • July 26, 2024
กลไกออกฤทธิ์สารกำจัดแมลง ตอนที่ 8+
กลไกออกฤทธิ์ของสารกำจัดแมลง กลุ่ม 2 และกลุ่ม 30

    สารกำจัดแมลง กลุ่ม 30: ไอโซไซโคลซีแรม (Isocycloseram) กลไกออกฤทธิ์คล้ายกับกลุ่ม 2B (เช่น ฟิโพรนิล, อิทิโพรล) โดยออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ สารกำจัดแมลงทั้ง 2 กลุ่ม เข้าจับกับช่องโปรตีนกาบา-คลอไรด์ (GABA-Cl) โดยช่องนี้แทรกตัวอยู่ในชั้นเยื่อหุ้มเซลล์บริเวณปลายเส้นประสาทที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับ (receptors) แต่.!! จุดจับสารกำจัดแมลง (binding site) อยู่คนละตำแหน่งกัน

สารกำจัดแมลง กลุ่ม​ 2B เช่น​ ฟิโพรนิล​ และอิทิโพรล​

   กลไกออกฤทธิ์: ขวาง/บล็อค ช่องโปรตีนกาบา-คลอไรด์ (GABA-gated chloride channel blockers: GABA-Cl Blockers)

    สาร (โมเลกุล) ของสารกำจัดแมลงกลุ่ม 2 เข้าไปจับภายในช่องผ่าน ทำให้คลอไรด์ไหลผ่านเข้าไปไม่ได้ (ช่องโปรตีนอุดตัน) จึงไม่เกิดการยับยั้งกระแสประสาท เป็นผลให้เกิดการส่งกระแสประสาทและสั่งการให้กล้ามเนื้อหดตัวต่อเนื่อง เกิดภาวะกล้ามเนื้อกระตุก เกร็ง ชัก เป็นอัมพาตและลาโลกไปแบบไม่สมัครใจ

สารกำจัดแมลง กลุ่ม​ 30​ เช่น​ ไอโซไซโคลซีแรม (ยังไม่มีจำหน่าย)

    กลไกออกฤทธิ์: ยับยั้งการเปิดช่องโปรตีนกาบา-คลอไรด์ (GABA-gated chloride channel, allosteric modulators: GABA-Cl allosteric modulators)

    สาร (โมเลกุล) ของสารกำจัดแมลงกลุ่ม 30 เข้าไปจับตัวคุม​ (ตัวคุม​ = modulators) ที่มีชื่อตำแหน่งว่าอัลโลสเตอริก​ (allosteric) โดยปกติการจับตัวคุม modulators ของสารกำจัดแมลงกลุ่มอื่นๆ กระตุ้นให้ช่องเปิด แต่กรณีกลุ่ม 30 กลับทำให้การเปิดช่องล้มเหลวและคลอไรด์ไม่ไหลเข้า จึงไม่เกิดการยับยั้งกระแสประสาท แมลงจึงลาโลกไปในลักษณะเดียวกับกลุ่ม 2

ประโยชน์: 

   ฟิโพรนิลใช้กำจัดกลุ่มแมลงปากกัดและปากดูด เช่น เพลี้ยไฟ หนอนม้วนใบข้าว เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยกระโดด แมลงค่อมทอง มวน แมลงหล่า ด้วงเต่า ด้วงกุหลาบ ด้วงหมัดผัก และมอด นอกจากนี้ยังใช้กำจัดปลวก มด ไส้เดือนฝอย เป็นต้น

   ฟิโพรนิล ที่จำหน่ายมี 3 สูตร ได้แก่ ฟิโพรนิล 5% สูตรน้ำครีม (SC) ฟิโพรนิล 25% สูตรยาน้ำมัน และฟิโพรนิล 80% สูตรเม็ด (WG) 

อัตราใช้:

    ฟิโพรนิล 5% โดยส่วนตัวอัตราที่เหมาะสมสำหรับการพ่นฟิโพรนิลเพียงเดียว ไม่ควรน้อยกว่า 30-50 ซีซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร (ก.ค. 2567) จะมีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ เท่ากับ 75-125 มก./ลิตร (ppm.) ดังนั้น ถ้าใช้ฟิโพรนิล 25% จะต้องใช้อัตรา 6-10 ซีซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร จะมีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์เท่ากัน

ภาพที่ 1: ระบบประสาททำงานโดยส่งกระแสประสาทคล้ายกระแสไฟฟ้า

ภาพที่ 1:

    ระบบประสาททำงานโดยส่งกระแสประสาทคล้ายกระแสไฟฟ้าที่ไหลไปตามสายไฟ​ โดยไม่ได้ไหลเป็นสายต่อเนื่องกัน​ แต่จะเป็นการส่งกระแสประสาทคล้ายจุดไข่ปลา​(จุดแสงสีฟ้าบนภาพ คือการจำลองการส่งกระแสประสาท) 

    การส่งกระแสประสาทอาศัยหลักการของศักย์ไฟฟ้า​ขั้วบวก​และขั้วลบ​ ดังนั้น  กระแสประสาทจึงไหลไปในทิศทางเดียวจากศักย์ไฟฟ้ามีขั้วลบมาก​ (มี “อิเล็กตรอน” ​มาก)​ ไปบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าขั้วบวก​ (มี “อิเล็กตรอน​” ต่ำ) กระแสประสาท​จะไปสั่งการกล้ามเนื้อให้หดตัว (muscle contraction)​ ทำให้เคลื่อนไหว​หรือตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้​ เช่น​ เมื่อจับแก้วน้ำร้อน​แล้วชักมือกลับ​ หรือสั่งการให้เดิน​ บิน​ นอน​ กิน​ ขยับปาก

    กลไกการส่งกระแสประสาทเป็นไป 2 ลักษณะ คือ1) ส่งกระแสประสาท 2) ยับยั้งกระแสประสาท กล่าวคือ การส่งกระแสประสาทจะส่งไปเป็นช่วงๆ​ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อให้หดตัว แล้วหยุดส่งกระแสประสาท​ (ยับยั้ง)​ หากส่งกระแสประสาทตลอดเวลา​ เช่น​ ส่งกระแสประสาทเพื่อให้ดึงมือกลับมาชิดแนบลำตัว​ กล้ามเนื้อที่แขนจะหดตัวดึงแขนเข้าชิดลำตัว​ หากเกิดการส่งกระแสประสาทต่อเนื่องไม่หยุด (hyperexcitation)​ กล้ามเนื้อจะหดตัวมากขึ้นเรื่อยๆ​ (คล้ายเบ่งกล้ามตลอดเวลา)​ เป็นผลให้กล้ามเนื้อหดตัวรุนแรง เกร็ง​ ชักกระตุก เป็นตะคริว และเป็นอัมพาตไปในที่สุด​ 

    ในทางตรงข้าม​ ถ้าเกิดการยับยั้งกระแสประสาทตลอดเวลา (hyperpolarization) ​กล้ามเนื้อจะไม่หดตัว (คล้ายกล้ามเนื้อ)​ หากเกิดขึ้นรุนแรงหรือต่อเนื่อง​ กล้ามเนื้อจะอ่อนแรง​ เหมือนคนเป็นโรคปลายประสาทอักเสบ​ ไม่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว​ เป็นผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง​ และเป็นอัมพาตอ่อนแรง เคลื่อนไหวไม่ได้​ (คล้ายโรคนอนติดเตียง)​

การกระตุ้นสร้างและถ่ายทอดกระแสประสาท และการยับยั้งกระแสประสาท

    โดยอาศัยหลักการของศักย์ไฟฟ้าไอออนบวกและไอออนลบ กล่าวคือ ภายในเซลล์เส้นประสาทจะมีศักย์ไฟฟ้าที่เกิดจากไอออนบวกที่ได้จากธาตุต่างๆ เช่น โซเดียมไอออน 2 บวก (Na2+), โพแทสเซียมไอออนบวก (K+) หรือแคลเซียมไอออน 2 บวก (Ca2+) เป็นต้น และมีไอออนลบที่มาจากสารอินทรีย์ต่างๆ ที่อยู่ภายใน รวมถึงจากธาตุคลอไรด์ไอออนลบ (Cl-) แต่เนื่องจากสารอินทรีย์เหล่านี้มีมากกว่าธาตุไอออนบวก ภายในเซลล์เส้นประสาทจึงมีสถานะติดลบ โดยมีศักย์ไฟฟ้าราว -70 mV เมื่อเกิดการรับรู้สิ่งแวดล้อมภายนอก หรือมือไปจับสัมผัสสิ่งต่างๆ จะเกิดการกระตุ้นสร้างกระแสประสาทโดยการไหลเข้าของไอออนบวกผ่านช่องโปรตีนที่จำเพาะเจาะจงต่อธาตุไอออนนั้นๆ (เพิ่มศักย์ไฟฟ้าขึ้นไปราว +30 ถึง +50 mV) เมื่อเกิดกระแสประสาท ๆ จะถ่ายทอดไปยังจุดถัดไป ซึ่งที่จุดถัดไปจะมีการไหลเข้าของไอออนบวกและศักย์ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกันจุดที่ถ่ายทอดกระแสประสาทก่อนหน้าจะปั๊มไอออนบวกออกผ่านช่องโปรตีนทำให้ศักย์ไฟฟ้าลดลงจนถึงสถานะศักย์ไฟฟ้าตามเดิม  (ตามภาพ 1: จุดสีฟ้า คือกระแสประสาทที่เกิดขึ้นและไหลไปทางด้านขวา ตามลูกศรสีขาว)

    การยับยั้งกระแสประสาท  (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: ภาพที่ 3) เกิดขึ้นที่ปลายเซลล์เส้นประสาทส่วนรับ (เดนไดรต์; dendrite) ด้านปลายส่วนรับนี้จะมีปลายเป็นปมเว้า เป็นส่วนที่มีช่องโปรตีนที่ใช้ผ่านของไอออนที่มีทั้งช่องผ่านไอออนบวกเพื่อกระตุ้นสร้างกระแสประสาท และช่องผ่านไอออนลบ เพื่อลดศักย์ไฟฟ้าภายในเซลล์ประสาท เป็นการลดระดับกระแสประสาทหรือยับยั้ง เช่น ช่องโปรตีนกาบา-คลอไรด์ (GABA-Cl)

ภาพที่ 2: กลไกออกฤทธิ์ของสารกำจัดแมลง กลุ่ม 2 และกลุ่ม 3 ที่บริเวณปลายตัวรับของเส้นประสาท

   กลไกออกฤทธิ์ของสารกำจัดแมลง กลุ่ม 2 และกลุ่ม 30 ที่บริเวณปลายตัวรับของเส้นประสาท ทำให้ไม่เกิดการยับยั้งกระแสประสาท แมลงเกิดอาการชัก เกร็งกระตุก และเป็นอัมพาตกล้ามเนื้อเกร็ง จนลาโลกแบบไม่เต็มใจนัก

ภาพที่ 2:

    1. ภาพจำลองระบบประสาทภายในของแมลง 

    2. ในวงกลม: ภาพส่วนหัวของแมลง เป็นศูนย์รวมสั่งการของระบบประสาท เรียกว่า  ระบบประสาทส่วนกลาง (CNS)

​    3. เส้นสีถัดมาจำลองเซลล์เส้นประสาท: เส้นประสาทสีเขียวด้านซ้าย เป็นเส้นประสาทระบบการรับรู้ความรู้สึก (sensory neuron) และมีส่วนที่เรียกว่า  “คอร์โดโตแนล ออร์แกน (chordotonal organ)” ซึ่งสารกำจัดแมลงกลุ่ม 9, 29 และ 36 ออกฤทธิ์ที่จุดนี้

    4. เส้นประสาทสีส้ม เป็นระบบเส้นประสาทยับยั้งกระแสประสาท (inhibitory neuron) โดยทำหน้าที่ยับยั้งกระแสประสาทไปยังเส้นประสาทสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นเส้นประสาทระบบสั่งการ (motor neuron) โดยสารกำจัดแมลงกลุ่ม 2 และกลุ่ม 30 ออกฤทธิ์ที่ปลายเส้นประสาทส่วนรับ (บริเวณเส้นสีแดงปลายเส้นประสาท)

ภาพที่ 3: ภาพขยายเส้นประสาทระหว่างเซลล์เส้นประสาทยับยั้งกระแสประสาท (inhibitory neuron) และเซลล์เส้นประสาทระบบสั่งการ (motor neuron)

ภาพที่ 3: 

    1. ด้านซ้ายสุด: เซลล์เส้นประสาท (neuron) ด้านบนเป็นส่วนของปลายประสาทส่วนรับกระแสประสาทจากเซลล์ประสาทเส้นอื่นๆ ด้านล่างเป็นส่วนหางของเส้นประสาท (แอกซอน; axon) ปลายหางเป็นปลายเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งสารสื่อประสาท

    2. ด้านขวาล่าง: ภาพขยาย-บริเวณปลายเซลล์เส้นประสาทยับยั้งกระแสประสาท (ซ้าย; inhibitory neuron) และปลายเซลล์เส้นประสาทระบบสั่งการ (ขวา; motor neuron) ปลายเส้นประสาทสั่งการจะมี  “ช่องโปรตีนกาบา-คลอไรด์ (GABA-gated chloride channel)” โดยช่องนี้เป็นช่องโปรตีนที่แทรกตัวอยู่ภายในเยื่อหุ้มเซลล์เส้นประสาทซึ่งมีสารสื่อประสาทกาบา (กรดอะมิโนบิวทิริก เอซิด; GABA) เป็นตัวกระตุ้นการเปิดช่อง สำหรับให้คลอไรด์ไหลผ่านเข้าไปในเซลล์ประสาท เพื่อลดระดับกระแสประสาทหรือยับยั้งกระแสประสาท โดยช่องนี้จะอนุญาติให้เฉพาะคลอไรด์ไหลผ่านเท่านั้น

    สารสื่อประสาทจะถูกบรรจุอยู่ในถุง (synaptic vesicles หรืออีกชื่อ neurotransmitter vesicles) เมื่อกระแสประสาทถ่ายทอดมาถึงปลายเส้นประสาทยับยั้งกระแสประสาท (inhibitory neuron) กระแสประสาทจะไม่สามารถกระโดดข้ามไปยังปลายเซลล์ประสาทสั่งการ (motor neuron) ได้ การจะถ่ายทอดกระแสประสาทจึงใช้วิธีถ่ายทอดหรือส่ง โดยส่งสารสื่อประสาทซึ่งในที่นี้ คือ  “กาบา” เข้าไปจับกับช่องโปรตีนกาบา-คลอไรด์ เพื่อให้คลอไรด์ไหลเข้าไปและเกิดการยับยั้งกระแสประสาท (โดยปลายเซลล์เส้นประสาทสั่งการบริเวณนี้ จะมีช่องโปรตีนที่ให้ไอออนประจุบวกไหลเข้าเพื่อกระตุ้นสร้างกระแสประสาทด้วย หากไม่มีการยับยั้งกระแสประสาทจะทำให้เกิดการส่งกระแสประสาทมากเกินไปและเป็นอันตราย)

ภาพที่ 4: ภาพจำลองช่องโปรตีนกาบา-คลอไรด์ (GABA-gated chloride channel)

ภาพที่ 4:

    1. ช่องโปรตีนกาบา-คลอไรด์: เกิดจากการรวมตัวกันของโปรตีนหน่วยย่อยๆ หลายหน่วยรวมกันเป็นโปรตีนที่มีลักษณะเป็นพู แต่ละพูเรียกว่า  โปรตีนหน่วยย่อย (subunit) แต่ละหน่วยย่อยมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น  อัลฟ่า เบต้า และแกมม่า การรวมตัวกันของโปรตีนหน่วยย่อยจะทำให้เกิดช่องผ่านตรงกลาง

    2. การเปิดช่องโปรตีนกาบา-คลอไรด์: อาศัยสารสื่อประสาท  “กาบา” โดยกาบาจะจับกับโปรตีนหน่วยย่อยอัลฟ่ากระตุ้นให้ช่องเปิดออก การจับของกาบาที่บริเวณอัลฟ่าเป็นการจับแบบจำเพาะเจาะจงต่อจุดดังกล่าว และสารอื่นไม่สามารถจับได้ หรือจับได้แต่ไม่สามารถกระตุ้นให้ช่องเปิด-ปิด  “เป็นไปตามกฎ แม่กุญแจ-ลูกกุญแจ”

    3. ช่องโปรตีนชนิดอื่นๆ ก็มีลักษณะคล้ายกันกับช่องนี้

    4. สารกำจัดแมลงกลุ่ม 2 มีโครงสร้างเคมีที่จำเพาะและเข้ากันได้กับช่องผ่านตรงกลางของช่องโปรตีนกาบา-คลอไรด์ สารกำจัดแมลงในกลุ่มจึงเข้าไปจับภายในช่องและทำให้เกิดการอุดตันของช่อง

    5. สารกำจัดแมลงกลุ่ม 30 มีโครงสร้างเคมีที่จำเพาะและเข้ากันได้กับตัวคุมที่ตำแหน่งอัลโลสเตอริกของช่องโปรตีนกาบา-คลอไรด์ สารกำจัดแมลงในกลุ่มจึงเข้าไปจับกับตัวคุมที่ตำแหน่งอัลโลสเตอริก ส่งผลให้ช่องไม่สามารถเปิดได้ตามปกติ

ภาพที่ 5: ภาพจำลองช่องโปรตีนชนิดต่างๆ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน และมีความจำเพาะเจาะจงต่อสารกระตุ้นต่างกัน โดยโปรตีนเหล่านี้แทรกตัวอยู่ในเยื่อหุ้มเซลล์ 

ภาพที่ 5:

    1. ช่องโปรตีน (channel protein) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 1) ช่องที่กระตุ้นการทำงานด้วยสารอินทรีย์/สารสื่อประสาท 2) ช่องที่กระตุ้นการทำงานด้วยศักย์ไฟฟ้า

    2. โปรตีนตัวพา (carrier protein) ทำหน้าที่ลำเลียงสารที่อยู่ภายนอกเข้าสู่เซลล์ เช่น กรดอะมิโน น้ำตาลกลูโคส เป็นต้น

    3. โปรตีนตัวรับ (receptor protein) มีบทบาทในการส่งสัญญาณเข้าไปในเซลล์เพื่อตอบสนองบางอย่าง เช่น ส่งสัญญาณกระตุ้นการแบ่งเซลล์ การสังเคราะห์โปรตีน โดยมีตัวกระตุ้นเป็นฮอร์โมนหรือไอออน

    4. เอนไซม์ (Enzyme activity) หรือโปรตีนเชิงซ้อน (protein complex) มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดอิเล็กตรอน การเร่งปฏิกิริยา การย่อยสลายสารชีวเคมี เป็นต้น

ภาพที่ 6: ภาพจำลองกฎแม่กุญแจ-ลูกกุญแจ

ภาพที่ 6:

    ในการเข้าจับที่จุดต่างๆ ของช่องโปรตีนโดยสารกำจัดแมลงหรือสารอื่นๆ จะมีความจำเพาะเจาะจงต่อจุดที่จับ สำหรับสารกำจัดแมลงแม้มีโครงสร้างโมเลกุลต่างกัน แต่มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกันจะจับที่จุดจับเดียวกันได้ ตัวอย่างเช่น สารกำจัดแมลงกลุ่ม 5 โครงสร้างเคมีเป็นสารสไปโนซีน สารเคมีในกลุ่มนี้คือ สไปนีโทแรม และสปินโนแซด ทั้งคู่มีโครงสร้างโมเลกุลต่างกัน แต่โครงสร้างทางเคมีหลักเหมือนกันจึงมีจุดจับ (binding site) ที่ตัวคุมอัลโลสเตอริก ตำแหน่ง I เหมือนกัน

    นอกจากนี้ สารกำจัดแมลงบางชนิดแม้มีโครงสร้างทางเคมีต่างกัน แต่มีจุดจับที่ตำแหน่งเดียวกัน จะถูกจำแนกกลไกออกฤทธิ์เป็นกลุ่มเดียวกัน เช่น  สารกำจัดแมลง กลุ่ม 1 มี 2 กลุ่มย่อย คือกลุ่ม 1A โครงสร้างเคมี เป็นคาร์บาเมท เช่น คาร์บาริล ฟิโนบูคาร์บ และกลุ่ม 1B โครงสร้างเคมี เป็นออร์กาโนฟอสเฟต เช่น โปรฟีโนฟอส ไตรอะโซฟอส โอเมโทเอต เป็นต้น สารในกลุ่ม 1A และ 1B มีจุดจับที่เอนไซม์อะซิทิลโคลีนเอสเทอเรส ทำให้เอนไซม์ไม่สามารถย่อยสารสื่อประสาทได้

ภาพที่ 7: ​ กลไกการดื้อยา​หรือการสร้างความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง

ภาพที่ 7:

    กลไกการดื้อยา​หรือการสร้างความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง มี 4 กลไก แต่กลไกหลักมี​ 2 กลไก​ ดังนี้

   1. การกลายพันธุ์​ (mutation): เกิดการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่งจับของสารกำจัดแมลง สารกำจัดโรคพืช สารกำจัดวัชพืชหรือสารชีวภัณฑ์ เมื่อจุดจับ​ (แม่กุญแจ; binding site)​ เปลี่ยนรูปทรงไปหรือมีโครงสร้างโมเลกุลที่เปลี่ยนแปลงไปจน​สารกำจัดแมลง​ (ลูกกูญแจ)​ ไม่สามารถเข้าไปจับได้อีกต่อไป​ จึงไม่เกิดความเป็นพิษ​ เพราะไม่สามารถยับยั้งหรือกระตุ้นการทำงานของโปรตีนเป้าหมายได้ กลไกการดื้อยาในลักษณะนี้สามารถถ่ายทอดสู่รุ่นลูก หลาน เหลน โหลนได้ 

   2. แมลงหรือศัตรูพืช สร้างหรือสังเคราะห์เอนไซม์ที่ใช้ย่อยสลายสารพิษหรือสิ่งแปลกปลอม (detoxification enzyme) ​ที่มีปริมาณมากขึ้น หรือมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เช่น เอนไซม์ไซโตโครม P450 (บางชนิด) ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เอนไซม์นี้สร้างขึ้นเพื่อย่อยสลายสารกำจัดแมลงกลุ่ม 4A แต่กลับมีความสามารถเพิ่มในการย่อยสลายสารกำจัดแมลงกลุ่ม 9B

    การหยุดใช้สารกำจัดแมลงกลุ่มที่แมลงดื้อยาต่อเอนไซม์ดังกล่าวเป็นระยะเวลานานๆ เช่น 1-3 ปี อาจทำให้การดื้อยาลดลง 

    แมลงที่มีอายุขัยสั้น​ จำนวนรุ่นลูก​ หลาน​ เหลน​ โหลน​ คลอดออกมาเยอะ​ จึงพัฒนาหรือกลายพันธุ์​ได้เร็ว​ จึงสามารถสร้างเอนไซม์​ย่อยได้เร็วขึ้น​ ดีขึ้น​ จนยาไม่สามารถออกฤทธิ์​ได้

แหล่งสืบค้น:

   เทพชัย โชติมณี.2565.360 Concepts in Biology Part 1.พิมพ์ครั้งที่ 4.กรุงเทพฯ : กรีนไลฟ์ พริ้นติ้ง เฮาส์.280 หน้า

   ประศาสตร์ เกื้อมณี.2560.เซลล์และเนื้อเยื่อพืช Plant Cell and Tissue.พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.200 หน้า

   อาคม สังข์วรานนท์.2538.กีฏวิทยาทางการแพทย์.ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.พิมพ์ครั้งที่ 4; โรงพิมพ์สหมิตรพริ้นติ้ง.นนทบุรี.968 หน้า.

   เอกสารประกอบการอบรมหลักสูตร.2560.เทคนิคการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช.กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร.119 หน้า.

   เอกสารประกอบการอบรมหลักสูตร.2559.การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชกะหล่ำ เทคนิคการพ่นสารฆ่าแมลงในพืชผักและกลไกการต้านทานสารฆ่าแมลงของแมลงศัตรูผักที่สำคัญ.กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร.จัดทำโดย สมาคมกีฏและสัตววิทยาแห่งประเทศไทย.86 หน้า.

   เอกสารวิชาการ.2564.การใช้สารกำจัดแมลงและไรศัตรูพืชเพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศัตรูพืช.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชากาเกษตร.146 หน้า.

   IRAC.2019.Insecticide Mode of Action Training slide deck IRAC MoA Workgroup Version 1.0, April 2019.

   (https://irac-online.org)

   IRAC.2024.MODE OF ACTION CLASSIFICATION SCHEME VERSION 11.1, JANUARY 2024.

   (https://irac-online.org)

เอกสาร
By Thirasak Chuchoet January 4, 2025
ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยาย "การดูดซึมปุ๋ยและอาหารเสริมทางใบ"
ปฏิสัมพันธ์ของธาตุอาหารพืช แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหารพืชในแง่ของการเจริญเติบโต
By Thirasak Chuchoet December 3, 2024
ปฏิสัมพันธ์ของธาตุอาหารพืช แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหารพืชในแง่ของผลกระทบที่ธาตุอาหารมีผลต่อการดูดซึมและการใช้ประโยชน์ของพืชในกระบวนการเจริญเติบโต
ผลกระทบของดินเค็มและน้ำเค็ม คือ พืชขาดน้ำ พืชขาดธาตุ ธาตุเป็นพิษ ดินเสีย
By Thirasak Chuchoet November 9, 2024
ผลกระทบของดินเค็มและน้ำเค็ม คือ 1) ทำให้พืชขาดน้ำ การเจริญเติบโตลดลง 2) พืชขาดธาตุบางชนิดหรือธาตุเป็นพิษ​ และ​ 3) ผลกระทบต่อโครงสร้างดิน​ กายภาพของดินเลวลง รากชอนไชยาก
แผลจากบั่วมะม่วงโอกินาวาเมื่อแผลเปลี่ยนเป็นสีดำ อาจทำให้เข้าใจว่าเกิดจากการเข้าทำลายของโรคแอนแทรคโนส
By Thirasak Chuchoet October 22, 2024
แผลที่เกิดจากบั่วมะม่วงโอกินาวาเมื่อแผลเปลี่ยนเป็นสีดำ อาจทำให้เข้าใจว่าเกิดจากการเข้าทำลายของโรคแอนแทรคโนส ซึ่งมีลักษณะแผลที่คล้ายคลึงกัน
บั่วปมมะม่วง เป็นแมลงขนาดเล็กรูปร่างเหมือนยุง มีหนวดและขายาว ซึ่งพบได้บ่อยในมะม่วงที่ขาดการดูแล
By Thirasak Chuchoet October 22, 2024
บั่วปมมะม่วง เป็นแมลงขนาดเล็กรูปร่างเหมือนยุง มีหนวดและขายาว ซึ่งพบได้บ่อยในมะม่วงที่ขาดการดูแลป้องกัน โดยเฉพาะช่วงออกดอก-ติดผล
โรคไวรัสวงแหวนมะละกอเป็นโรคที่สร้างความเสียหายรุนแรง มีเพลี้ยเป็นพาหะและติดต่อผ่านการสัมผัส
By Thirasak Chuchoet October 7, 2024
โรคไวรัสวงแหวนมะละกอเป็นโรคที่สร้างความเสียหายรุนแรง การป้องกันแมลงพาหะและการจัดการด้วยวิธีผสมผสานเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการลดความเสียหาย [การกำจัดแมลงพาหะ ห้าม!! ใช้คลอฟีนาเพอร์]
แพคโคลบิวทราโซล มีฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์จิบเบอเรลลินและส่งเสริมการออกดอกนอกฤดู
By Thirasak Chuchoet October 7, 2024
พ่นสารแพคโคลบิวทราโซล​ร่วมกับ​เหล้าขาว​​ จะส่งเสริมการออกดอกของทุเรียนดีกว่าไม่ผสมเหล้าข้าว.. จริงหรือ..? หรือแค่อุปทานไปเอง.!!
โรคใบจุดมะละกอเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย การป้องกัน-กำจัดโรคควรใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชอย่างเหมาะสม
By Thirasak Chuchoet October 5, 2024
โรคใบจุดในมะละกอเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย การป้องกันและจัดการโรคควรใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชอย่างเหมาะสม การกำจัดใบที่ติดเชื้อและการเลือกพันธุ์ที่ต้านทานโรค ล้วนเป็นปัจจัยที่สำคัญ
โรคใบไหม้ในมะเขือเทศ เป็นโรคที่สำคัญและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงทั้งใบ ลำต้นและผล
By Thirasak Chuchoet October 5, 2024
โรคใบไหม้ในมะเขือเทศ เป็นโรคที่สำคัญของมะเขือเทศ สร้างทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงกับใบ กิ่งก้าน ลำต้นและผล การจัดการต้องอาศัยการปฏิบัติทางเกษตรที่เหมาะสม และการควบคุมโรคผ่านการใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชร่วมกับวิธีเขตกรรม
โรคแอนแทรคโนสในผลมะละกอ ปัญหาที่สำคัญคือ ก่อให้เกิดแผลเน่าบุ๋มในระยะสุกแก่หรือผลเปลี่ยนสี
By Thirasak Chuchoet September 30, 2024
โรคแอนแทรคโนสในผลมะละกอ ปัญหาที่สำคัญคือ ก่อให้เกิดแผลเน่าบุ๋มในระยะสุกแก่หรือผลเปลี่ยนสี แต่ระยะเก็บเกี่ยวผลไม่ปรากฏอาการของโรค ซึ่งเป็นรูปแบบการเข้าทำลายแบบเชื้อแฝง
More Posts
Share by: